นวัตกรรมยกกระชับหน้า จากเกาหลี ร้อยไหมละลาย

นวัตกรรมยกกระชับหน้าจากเกาหลี ร้อยไหมละลาย ความงามละลายทรัพย์ (ไทยโพสต์)

กลายเป็นนวัตกรรมความงามที่กำลังระบาดมากที่สุดในขณะนี้ กับความแรงของกระแสการใช้ “ไหมละลาย” หรือ PDO (Polydioxanone) ซึ่งเดิมเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการผ่าตัด โดยสถาบันเสริมความงามชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทย จับเอาเทคนิคร้อยไหมละลายจากประเทศเกาหลีมาเป็นตัวชูโรง ขายโฆษณาแก่ผู้ที่มีปัญหาคิ้วหรือหนังตาตก ผิวหย่อน คางสองชั้น มีริ้วรอยบริเวณลำคอ ฯลฯ ว่านวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยรักษาให้ผิวพรรณกลับมาเต่งตึงดังเดิมได้

โดยระบุว่า ไหมละลายที่ร้อยเข้าไปนั้นจะกระตุ้นการสร้างเส้นเลือด นำไปสู่กระบวนการสร้างผิวและคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นกระชับตึงขึ้นในทันที ผิวพรรณจะกระจ่างใสภายใน 2 สัปดาห์ และร่างกายสามารถกำจัดไหมได้หมดภายใน 6 เดือน ขณะที่ผลของการร้อยไหมจะคงสภาพได้นาน 2-3 ปี ที่สำคัญไม่ต้องเจ็บตัวกับการผ่าตัดอีกต่อไป และมีความปลอดภัยสูง โดยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 9,000 บาท จนถึงหลัก 100,000 บาท หากทำยกเซตทั้งใบหน้ารวมถึงคางและคอ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รองผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า เทคนิคเสริมความงามด้วยการร้อยไหมเกือบทุกชนิด ทั้งการร้อยด้วยไหมแบบดั้งเดิมที่มีแฉกแง่ง ไหมทอง หรือจะเป็นไหมละลายที่ฮิตกันอยู่นั้น ยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัดว่าเทคนิคดังกล่าวได้ผลจริงหรือไม่ และมีอันตรายมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในกรณีการร้อยไหมละลายที่มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องใช้ไหมจำนวนมากในการฉีดเข้าสู่ใบหน้า โดยปกติการร้อยไหมละลายแบบเดิมใช้เพียง 2-8 เส้นต่อแก้ม 1 ข้าง แต่หากเป็นการร้อยไหมละลายแล้ว จะใช้เส้นไหม 20-30 เส้นต่อแก้ม 1 ข้าง

“ตัวไหมละลายมีความปลอดภัยจริงเพราะเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ถามว่าได้ผลตามที่โฆษณาจริงหรือไม่ ตรงนี้ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันในระยะยาวได้ เนื่องจากการยิงเส้นไหมเข้าไปในผิวหนัง เป็นธรรมดาที่จะเกิดการอักเสบ และอาการชอกช้ำนี้เองจะไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ส่วนอายุของไหมละลายจะอยู่ได้ 6 เดือนถึง 1 ปี เมื่อไหมละลายสลายไปพร้อมกับอาการระบมทุเลา ผิวหน้าที่เคยตึงก็จะกลับมาหย่อนคล้อยอีกครั้ง ไม่ได้มีผลต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปีอย่างที่อวดอ้าง จึงอยากให้ผู้ที่ต้องการทำไตร่ตรองในหลายมิติ ทั้งค่าใช้จ่าย ผลข้างเคียง และช่วงระยะเวลาของการได้ผล” รอง ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.จินดา ยังระบุถึงอันตรายของการใช้วิธีร้อยไหมชนิดอื่นๆ เพื่อเสริมความงามต่อด้วยว่า เทคนิคการร้อยไหมมีนานแล้ว โดยมีวิวัฒนาการจากไหมปกติที่มีแง่งเล็กๆ อยู่รอบผิวนอกของเส้นไหม เพื่อเอาไว้เกี่ยวพยุงเนื้อให้ยกกระชับ แต่การยิงเส้นไหมเพียง 2-4 เส้นต่อแก้ม 1 ข้าง ไม่สามารถพยุงกล้ามเนื้อให้ใบหน้ายกกระชับได้จริง เพราะมวลกล้ามเนื้อมีน้ำหนักมากกว่า จึงทำให้เกิดอาการหย่อนคล้อยในภายหลังจนเลิกฮิตทำในที่สุด

ทว่า ต่อมาก็มีนวัตกรรมร้อยไหมทองเข้ามาบูมอีกครั้งหนึ่ง โดยการร้อยไหมทองนี้ทางสถานเสริมความงามนำเอาทองมาเป็นตัวขายดึงดูดความน่าสนใจ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไหมทองนี้พยุงกล้ามเนื้อไม่ได้เลย เนื่องจากมีพื้นผิวเกลี้ยง แถมเส้นไหมยังมีขนาดเล็กมากจนแตกป่นได้ง่าย อีกทั้งทองยังเป็นธาตุเฉื่อยที่ไม่น่าจะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้จริง หรือถ้ากระตุ้นได้ก็น่าจะกระตุ้นได้น้อย แบบไม่เกิดปฏิกิริยากับผิว และเมื่อเส้นไหมเกิดการแตกหักแล้วก็นำออกจากเนื้อเยื่อได้ยาก ตนจึงคิดว่านวัตกรรมการร้อยไหมเพื่อปรับโครงสร้างหน้าตาหรือรูปร่าง เป็นการเสริมความงามที่มีความเสี่ยงสูง และไม่คุ้มค่าแก่การเสียเงินทำ แม้จะไม่มีอันตรายถึงชีวิตก็ตาม

 

ขอบคุณ Credit ข้อมูลจาก

Kapook

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ใส่ความเห็น