<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดั้งโด่งดอทคอม &#187; เทคโนโลยี</title>
	<atom:link href="http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;tag=%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://info.dungdong.com</link>
	<description>เว็บรีวิวศัลยกรรมอันดับ 1</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Sep 2014 08:25:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.0.38</generator>
	<item>
		<title>แก้มย้วยเทคโนโลยีช่วยได้</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=3462</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=3462#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 22:37:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยได้]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[แก้มย้วย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=3462</guid>
		<description><![CDATA[แก้มย้วยเทคโนโลยีช่วยได้ (Lisa) &#160; แก้มป่อง ๆ นั้นก็ดูน่ารักดี แต่ถ้าแก้มยุ้ยจนกลายเป็นย้วยแล้วล่ะก็ สาว ๆ คงหมดความมั่นใจที่จะยิ้มแน่นอน มาดูสาเหตุและวิธีแก้ไขกันดีกว่า  สาเหตุ ไม่ใช่แค่ความเสื่อถอยของเซลล์ผิว คอลลาเจน และอิลาสตินที่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อมีชั้นผิวหนังก็ย่อมมีก้อนไขมันแทรกอยู่ในผิวหน้า ของเราด้วย ซึ่งความมากน้อยของก้อนไขมันก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน ดังนั้น แก้มย้วย ๆ จึงเกิดขึ้นได้จากการกระจุกตัวเองไขมันภายใต้ผิวหนัง ทั้งจากการนอนตะแคงเป็นประจำทุกคืน หรือการกระเพื่อมตัวจากการออกกำลังกายหนัก ๆ แล้วไขมันจะเคลื่อนที่ไปกองรวมกันตามแรงโน้มถ่วง จึงทำให้โครงหน้าเติมผิดรูป ทั้งยังก่อให้เกิดริ้วรอย และร่องลึกขึ้นอีกด้วย Slow-Fix การนวดหน้าอาจจะเป็นวิธีที่เห็นผลช้าแต่ก็ปลอดภัย โดยในช่วงเช้าและก่อนนอนควรนวดหน้าเป็นประจำทุกวัน เพื่อกระจายไขมันที่รวมตัวกันให้กลับไปสู่ตำแหน่งเดิม และช่วยยกกระชับผิวบริเวณแก้มไม่ให้หย่อนคล้อย โดยนวดไปในทิศทางที่สวนกับแรงโน้มถ่วง ร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ก็จะมีส่วนช่วยให้คุณคงรูปหน้าเดิมและผิวกระชับเต่งตึงได้ Fast-Fix  K-Slim Cheek เป็นวัตกรรมจากเกาหลี โดยใช้ตัวยาพิเศษฉีดเข้าไปยังบริเวณแก้ม หรือใต้คางเพื่อสลายไขมันบริเวณแก้มให้ใบหน้าเรียวลง และกำจัดไขมันส่วนเกินใต้คางได้ด้วย ก่อนฉีดจะทายาชาหรือประคบเจลเย็นโดยใช้เวลาราว ๆ 10 นาที และสามารถฉีดซ้ำได้อีกเมื่อผ่านไป 2-4 สัปดาห์ ซึ่งจะเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรก และเห็นผลเต็มที่เมื่อรักษาได้ 3-6 ครั้ง ขึ้นอยู่กับขนาดของเนื้อแก้ม [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div></div>
<p>แก้มย้วยเทคโนโลยีช่วยได้ (Lisa)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span id="more-3462"></span></p>
<p>แก้มป่อง ๆ นั้นก็ดูน่ารักดี แต่ถ้าแก้มยุ้ยจนกลายเป็นย้วยแล้วล่ะก็ สาว ๆ คงหมดความมั่นใจที่จะยิ้มแน่นอน มาดูสาเหตุและวิธีแก้ไขกันดีกว่า</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/flower041.gif" alt="" border="0" /> สาเหตุ</p>
<p>ไม่ใช่แค่ความเสื่อถอยของเซลล์ผิว คอลลาเจน และอิลาสตินที่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อมีชั้นผิวหนังก็ย่อมมีก้อนไขมันแทรกอยู่ในผิวหน้า ของเราด้วย ซึ่งความมากน้อยของก้อนไขมันก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน ดังนั้น แก้มย้วย ๆ จึงเกิดขึ้นได้จากการกระจุกตัวเองไขมันภายใต้ผิวหนัง ทั้งจากการนอนตะแคงเป็นประจำทุกคืน หรือการกระเพื่อมตัวจากการออกกำลังกายหนัก ๆ แล้วไขมันจะเคลื่อนที่ไปกองรวมกันตามแรงโน้มถ่วง จึงทำให้โครงหน้าเติมผิดรูป ทั้งยังก่อให้เกิดริ้วรอย และร่องลึกขึ้นอีกด้วย</p>
<p>Slow-Fix</p>
<p>การนวดหน้าอาจจะเป็นวิธีที่เห็นผลช้าแต่ก็ปลอดภัย โดยในช่วงเช้าและก่อนนอนควรนวดหน้าเป็นประจำทุกวัน เพื่อกระจายไขมันที่รวมตัวกันให้กลับไปสู่ตำแหน่งเดิม และช่วยยกกระชับผิวบริเวณแก้มไม่ให้หย่อนคล้อย โดยนวดไปในทิศทางที่สวนกับแรงโน้มถ่วง ร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ก็จะมีส่วนช่วยให้คุณคงรูปหน้าเดิมและผิวกระชับเต่งตึงได้</p>
<p>Fast-Fix</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/gift0214.gif" alt="" border="0" /> K-Slim Cheek</p>
<p>เป็นวัตกรรมจากเกาหลี โดยใช้ตัวยาพิเศษฉีดเข้าไปยังบริเวณแก้ม หรือใต้คางเพื่อสลายไขมันบริเวณแก้มให้ใบหน้าเรียวลง และกำจัดไขมันส่วนเกินใต้คางได้ด้วย ก่อนฉีดจะทายาชาหรือประคบเจลเย็นโดยใช้เวลาราว ๆ 10 นาที และสามารถฉีดซ้ำได้อีกเมื่อผ่านไป 2-4 สัปดาห์ ซึ่งจะเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรก และเห็นผลเต็มที่เมื่อรักษาได้ 3-6 ครั้ง ขึ้นอยู่กับขนาดของเนื้อแก้ม และผลการรักษาอยู่ได้ตลอดชีวิต</p>
<p>ค่ารักษา ครั้งละประมาณ 8,000 บาท</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/gift0214.gif" alt="" border="0" /> VASER (Vibration Amplification of Sound Energy at Resonance)</p>
<p>เป็นการสลายไขมันโดยเข้าไปทำลายเฉพาะไขมันอย่างตรงจุด และไม่ส่งผลถึงเนื้อเยื่อและเส้นเลือด ด้วยการใส่หัว VASER ขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตรเข้าทางผิวหนัง แล้วส่งพลังงานเสียงเข้าสลายไขมันใต้ผิวหนังโดยตรง ทำให้ก้อนไขมันเหลวจนสามารถดูดออกมาได้ง่าย และไม่ทำให้ผิวขรุขระ</p>
<p>ค่ารักษา ประมาณจุดละ 30,000 บาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอขอบคุณ เครดิตข้อมูลจาก</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/kapook44.png" alt="Kapook.com กระปุก Logo" /></p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/lisa_logo38.jpg" alt="" width="125" height="79" border="0" /><br />
Vol.12 No.29 3 สิงหาคม 2554</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=3462</wfw:commentRss>
		<slash:comments>48</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคโนโลยีรักษาสิว</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=3352</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=3352#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 22:10:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ผิวสวยใส]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาสิว]]></category>
		<category><![CDATA[สิวหาย]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=3352</guid>
		<description><![CDATA[เทคโนโลยีรักษาสิว (Lisa) แพทย์ผิวหนังแนะนำว่า การกดสิวและการฉีดสิวนั้น แม้จะเป็นวิธีแก้ปัญหาสิวผุดเร่งด่วนที่ได้ผลอย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และยังมีส่วนทำให้โพรงขนเกิดความเสียหาย เกิดรอยแผลเป็นขึ้นได้ เทคโนโลยีการรักษาสิวด้วยเลเซอร์จึงทำให้คุณมีตัวเลือกมากขึ้น แต่ก็ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนทำ เลเซอร์รักษาสิวในปัจจุบัน เช่น    SmoothBeam เป็นเลเซอร์ชนิด Diode Laser ที่มีความยาวคลื่นแสง 1,450 นาโนเมตร ที่สามารถเข้าไปยับยั้งการทำงานของต่อมไขมัน และการลดอักเสบ มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนได้ด้วย นิยมใช้ในการรักษาสิวอักเสบ รอยแผลเป็นจากสิว และต่อมไขมันโต ผลข้างเคียงคือ อาจมีรอยบวมแดงหลังจากรักษา    VBeam Perfecta เลเซอร์รักษารอยแดงจากการเกิดสิว รวมทั้งรักษาเส้นเลือดฝอยขอดใต้ผิวหนังด้วย    Pulsed Light and Heat Energy (LHE) Therapy เป็นการใช้แสงเข้าไปทำลายเชื้อ P.Acne และลดการผลิตไขมัน โดยการไปทำให้ต่อมไขมันหดตัวลง ใช้ลำแสงสีเขียวร่วมกับความร้อน เหมาะกับการใช้สำหรับรักษาสิวที่ขึ้นน้อยและปานกลาง    ALA and light therapy การรักษาจะใช้น้ำยา 5-Aminolevulinic Acid (ALA) ทาบริเวณผิวหนังที่จะรักษาก่อน ALA เพื่อเพิ่มความไวต่อแสง และจึงทำการรักษาด้วยแสงสีแดงและสีน้ำเงิน เนื่องจาก ALA ทำให้ผิวหนังไวต่อแสงมากขึ้น จึงต้องมีการทาครีมกันแดด [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เทคโนโลยีรักษาสิว (Lisa)<br />
<span id="more-3352"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=3353" rel="attachment wp-att-3353"><img class="alignnone size-medium wp-image-3353" title="" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/01_114-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>แพทย์ผิวหนังแนะนำว่า การกดสิวและการฉีดสิวนั้น แม้จะเป็นวิธีแก้ปัญหาสิวผุดเร่งด่วนที่ได้ผลอย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และยังมีส่วนทำให้โพรงขนเกิดความเสียหาย เกิดรอยแผลเป็นขึ้นได้</p>
<p>เทคโนโลยีการรักษาสิวด้วยเลเซอร์จึงทำให้คุณมีตัวเลือกมากขึ้น แต่ก็ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนทำ เลเซอร์รักษาสิวในปัจจุบัน เช่น</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/0801240321387330_18.gif" alt="" width="15" height="15" border="0" /><strong>  </strong> SmoothBeam เป็นเลเซอร์ชนิด Diode Laser ที่มีความยาวคลื่นแสง 1,450 นาโนเมตร ที่สามารถเข้าไปยับยั้งการทำงานของต่อมไขมัน และการลดอักเสบ มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนได้ด้วย นิยมใช้ในการรักษาสิวอักเสบ รอยแผลเป็นจากสิว และต่อมไขมันโต ผลข้างเคียงคือ อาจมีรอยบวมแดงหลังจากรักษา</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/0801240321387330_18.gif" alt="" width="15" height="15" border="0" /><strong>  </strong> VBeam Perfecta เลเซอร์รักษารอยแดงจากการเกิดสิว รวมทั้งรักษาเส้นเลือดฝอยขอดใต้ผิวหนังด้วย</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/0801240321387330_18.gif" alt="" width="15" height="15" border="0" /><strong>  </strong> Pulsed Light and Heat Energy (LHE) Therapy เป็นการใช้แสงเข้าไปทำลายเชื้อ P.Acne และลดการผลิตไขมัน โดยการไปทำให้ต่อมไขมันหดตัวลง ใช้ลำแสงสีเขียวร่วมกับความร้อน เหมาะกับการใช้สำหรับรักษาสิวที่ขึ้นน้อยและปานกลาง</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/0801240321387330_18.gif" alt="" width="15" height="15" border="0" /><strong>  </strong> ALA and light therapy การรักษาจะใช้น้ำยา 5-Aminolevulinic Acid (ALA) ทาบริเวณผิวหนังที่จะรักษาก่อน ALA เพื่อเพิ่มความไวต่อแสง และจึงทำการรักษาด้วยแสงสีแดงและสีน้ำเงิน เนื่องจาก ALA ทำให้ผิวหนังไวต่อแสงมากขึ้น จึงต้องมีการทาครีมกันแดด อย่างน้อย 2 วันหลังการรักษา แต่แสงสีแดง อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง คือผิวคล้ำลงชั่วคราว หรือ มีรูขุมขนอักเสบ ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div>
<p>ขอขอบคุณ เครดิตข้อมูลจาก</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/kapook26.png" alt="Kapook.com กระปุก Logo" /></p>
</div>
<p><strong><br />
</strong><br />
ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<a href="http://www.lisaguru.com/" target="_blank"><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/lisa_logo32.jpg" alt="" width="125" height="79" border="0" /></a><br />
Vol.12 No.30 10 สิงหาคม 2554</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=3352</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4831</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคโนโลยีเพิ่มความงาม แต่อันตรายถึงชีวิต</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=3092</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=3092#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 21:50:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[อันตรายถึงชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เพิ่มความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[เสี่ยง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=3092</guid>
		<description><![CDATA[เทคโนโลยีเพิ่มความงาม แต่อันตรายถึงชีวิต (ไทยโพสต์) เทคโนโลยีความงามนั้นเปรียบได้กับเหรียญที่มี &#8220;สองด้าน&#8221; คือมีทั้งด้านดีและด้านร้าย จากสารพิษปลิดชีวิตก็สามารถพัฒนาด้วยเทคโนโลยี ให้กลายมาเป็นสารที่เติมแต่งความงามให้กับคน แล้วทำไมสารมหัศจรรย์อย่าง &#8220;โบท็อกซ์&#8221; และ &#8220;ฟิลเลอร์&#8221; จะกลายเป็น &#8220;มฤตยูร้าย&#8221; คร่าชีวิตผู้ที่อยากสวยอยากงามกลับคืนบ้างไม่ได้ ในงานประชุมวิชาการประจำปี 2554 ของสมาคมศิษย์เก่าสถาบันโรคผิวหนัง ที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ สโมสรกองทัพบก มีการจัดแถลงเผยแพร่ข้อมูลการเลือกวิธีการรักษาปัญหาผิวพรรณอย่างถูกต้องเหมาะสม และปลอดภัยแก่ประชาชน เนื่องจากปัจจุบันค่านิยมในการใช้โบท็อกซ์และฟิลเลอร์ เสริมความงามแก่ใบหน้าและเรือนร่างในสังคมไทย ทวีมากขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่ พล.ต.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่น่าวิตกในขณะนี้ก็คือ สังคมไทยมองแต่คุณประโยชน์ของเทคโนโลยีความงาม ส่วนผลเสียกลับไม่มีใครคิดพูดถึง โดยเฉพาะในส่วนของโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากอยู่ในขณะนี้ โบทูลินั่ม ท็อกซิน หรือที่รู้จักกันในนามโบท็อกซ์นั้น เป็นสารสกัดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียมโบทูลินั่ม ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง คลายความตึงตัว ผู้ที่นิยมความงามมักใช้ฉีดเพื่อลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและลำคอ บางส่วนก็ฉีดเพื่อให้หน้าเรียวตามกระแสแฟชั่นเกาหลี หรือใช้ฉีดเพื่อลดภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และรักแร้ &#8220;ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นด้านคุณประโยชน์ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าโบท็อกซ์นั้นมีอันตรายถึงชีวิต หากใช้ไม่ถูกวิธีหรือผู้ให้บริการไม่มีความชำนาญพอ&#8221; พล.ต.นพ.กฤษฎากล่าว และแจงเพิ่มว่า เอฟเฟ็กต์ที่พบมากสำหรับโบท็อกซ์ก็คือฉีดแล้วหนังตาตก หางคิ้วชี้ขึ้น ระดับคิ้วไม่เท่ากัน หรือมุมปากเบี้ยว และด้วยความที่ฤทธิ์ของโบท็อกซ์นั้นอยู่ได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ราว ๆ 4 เดือน-1 ปี จึงจำเป็นต้องฉีดซ้ำอยู่เรื่อย ๆ &#8220;ในระยะยาวสารโบท็อกซ์อาจทำให้กล้ามเนื้อที่รองรับการเคี้ยวและการสบฟันมีปัญหาได้ จากข้อมูลพบด้วยว่าผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์ร้อยทั้งร้อยเกิดภาวะเคี้ยวยาก [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เทคโนโลยีเพิ่มความงาม แต่อันตรายถึงชีวิต (ไทยโพสต์)</p>
<p><span id="more-3092"></span></p>
<p><img class="aligncenter" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/surgery_43.jpg" alt="" border="0" /><br />
เทคโนโลยีความงามนั้นเปรียบได้กับเหรียญที่มี &#8220;สองด้าน&#8221; คือมีทั้งด้านดีและด้านร้าย จากสารพิษปลิดชีวิตก็สามารถพัฒนาด้วยเทคโนโลยี ให้กลายมาเป็นสารที่เติมแต่งความงามให้กับคน แล้วทำไมสารมหัศจรรย์อย่าง &#8220;โบท็อกซ์&#8221; และ &#8220;ฟิลเลอร์&#8221; จะกลายเป็น &#8220;มฤตยูร้าย&#8221; คร่าชีวิตผู้ที่อยากสวยอยากงามกลับคืนบ้างไม่ได้</p>
<p>ในงานประชุมวิชาการประจำปี 2554 ของสมาคมศิษย์เก่าสถาบันโรคผิวหนัง ที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ สโมสรกองทัพบก มีการจัดแถลงเผยแพร่ข้อมูลการเลือกวิธีการรักษาปัญหาผิวพรรณอย่างถูกต้องเหมาะสม และปลอดภัยแก่ประชาชน เนื่องจากปัจจุบันค่านิยมในการใช้โบท็อกซ์และฟิลเลอร์ เสริมความงามแก่ใบหน้าและเรือนร่างในสังคมไทย ทวีมากขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่</p>
<p>พล.ต.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่น่าวิตกในขณะนี้ก็คือ สังคมไทยมองแต่คุณประโยชน์ของเทคโนโลยีความงาม ส่วนผลเสียกลับไม่มีใครคิดพูดถึง โดยเฉพาะในส่วนของโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากอยู่ในขณะนี้</p>
<p>โบทูลินั่ม ท็อกซิน หรือที่รู้จักกันในนามโบท็อกซ์นั้น เป็นสารสกัดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียมโบทูลินั่ม ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง คลายความตึงตัว ผู้ที่นิยมความงามมักใช้ฉีดเพื่อลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและลำคอ บางส่วนก็ฉีดเพื่อให้หน้าเรียวตามกระแสแฟชั่นเกาหลี หรือใช้ฉีดเพื่อลดภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และรักแร้</p>
<p>&#8220;ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นด้านคุณประโยชน์ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าโบท็อกซ์นั้นมีอันตรายถึงชีวิต หากใช้ไม่ถูกวิธีหรือผู้ให้บริการไม่มีความชำนาญพอ&#8221; พล.ต.นพ.กฤษฎากล่าว และแจงเพิ่มว่า เอฟเฟ็กต์ที่พบมากสำหรับโบท็อกซ์ก็คือฉีดแล้วหนังตาตก หางคิ้วชี้ขึ้น ระดับคิ้วไม่เท่ากัน หรือมุมปากเบี้ยว และด้วยความที่ฤทธิ์ของโบท็อกซ์นั้นอยู่ได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ราว ๆ 4 เดือน-1 ปี จึงจำเป็นต้องฉีดซ้ำอยู่เรื่อย ๆ</p>
<div><img class="aligncenter" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/surgery1_23.jpg" alt="" border="0" /></div>
<p>&#8220;ในระยะยาวสารโบท็อกซ์อาจทำให้กล้ามเนื้อที่รองรับการเคี้ยวและการสบฟันมีปัญหาได้ จากข้อมูลพบด้วยว่าผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์ร้อยทั้งร้อยเกิดภาวะเคี้ยวยาก ขณะที่สหรัฐระบุวิธีการใช้โบท็อกซ์ไว้อย่างชัดเจนว่า อนุญาตให้ใช้เฉพาะการลดริ้วรอยบริเวณหน้าผากเท่านั้น ส่วนการนำมาใช้ให้หน้าเรียวเป็นการใช้แบบพลิกแพลง และไม่มีการรับรองผลว่าปลอดภัย ฉะนั้นผู้ที่คิดใช้ต้องตรองดูให้ดี เพราะการใช้ไม่ถูกวิธีหรือใช้ในปริมาณมากอาจทำให้เสียชีวิตได้ เพราะฤทธิ์โบท็อกซ์จะไปคลายกล้ามเนื้อหัวใจให้หยุดทำงาน ผมขอเสนอวิธีการง่าย ๆ ใครอยากมีรูปหน้าเรียวหรือเกิดการบานเหลี่ยมน้อยที่สุด ต้องหยุดพฤติกรรมการเคี้ยวของที่มีความหนืด เช่น ข้าวเหนียว หมากฝรั่ง&#8221; นายกสมาคมศิษย์เก่าสถาบันโรคผิวหนังระบุ</p>
<p>ด้านสารเติมเต็มอย่างฟิลเลอร์ก็มีอันตรายต่อชีวิตไม่ด้อยไปกว่ากัน นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รอง ผอ.สถาบันโรคผิวหนังระบุว่า คนเราพออายุ 20 ปีขึ้นไป การสร้างคอลลาเจนของผิวจะลดลงแต่การทำลายยังมีอยู่ต่อไป ทำให้เกิดภาวะผิวเหี่ยวเป็นรอยย่น จึงมีการคิดค้นนำสารเติมเต็มจากภายนอกใส่เข้าไปแทน ซึ่งในปัจจุบันมีสารฟิลเลอร์อยู่ 3 แบบ คือ&#8230;</p>
<p>1.แบบชั่วคราว อายุการใช้งาน 4-6 เดือน มีความปลอดภัยสูงแต่มีราคาสูงเช่นกัน เพราะเป็นสารสกัดจากธรรมชาติย่อยสลายเองได้<br />
2.แบบกึ่งถาวร แบบนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี ความปลอดภัยอยู่ในระดับปานกลาง<br />
3.แบบถาวร เช่น ซิลิโคน หรือพาราฟิน แบบนี้มักพบผลข้างเคียงระยะยาวเพราะฉีดแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไป</p>
<p>&#8220;ใครที่คิดเสียเงินฉีดฟิลเลอร์เพื่อลดเลือนริ้วรอย ก็ขอให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าได้เลือกประเภทฟิลเลอร์และสถานที่เข้ารับบริการว่าปลอดภัย มีความเชี่ยวชาญ และสะอาดแล้วหรือไม่ เพราะความอยากสวยในราคาถูกเพียงชั่วครู่ อาจทำให้คุณเสียใจ กลายเป็นตัวตลก และเสียชีวิตในภายหลังได้&#8221; นพ.จินดากล่าว</p>
<div><img class="aligncenter" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/surgery2_23.jpg" alt="" border="0" /></div>
<p>สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ถ้าเลือกชนิดของฟิลเลอร์ไม่ดี หรือผู้ให้บริการไม่มีความชำนาญพอ อาจทำให้ริ้วรอยที่มีอยู่เกิดปัญหาหนักขึ้นกว่าเดิม เบาะ ๆ คือ เป็นตุ่มแดงนูนปรากฏให้เห็นชัดเจน หากแทงเข็มฉีดตื้นเกิน หนักหน่อยก็จะเป็นเหมือนแผลคีลอยด์นูนขึ้นตามร่องริ้ว ซึ่งถ้าใช้ฟิลเลอร์ประเภทชั่วคราวก็สามารถเลือนหายได้เอง แต่หากเป็นฟิลเลอร์ประเภทถาวรก็จะเป็นแผลเป็นตลอดชีวิต หนักหน่อยเป็นกรณีการอักเสบใต้ผิวหนัง กลุ่มนี้ถ้าใช้ฟิลเลอร์ชนิดแข็งมากไปก็จะไปกดทับเส้นเลือด หรือถ้าเผลอฉีดเข้าไปในเส้นเลือดเลย จะทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงและกลายเป็นแผลเน่าในที่สุด แต่ที่ร้ายแรงสุดคือส่งผลต่อชีวิต เพราะทั้งการใช้สารโบท็อกซ์และฟิลเลอร์นั้น เป็นการนำสารสู่ร่างกายผ่านทางการฉีด ถ้าเข็มไม่สะอาด ระบบการให้บริการไม่สะอาด ก็อาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดจนทำให้ตายได้</p>
<p>&#8220;เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการเข้ารับบริการในสถานบริการที่ไม่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา ควรสอบถามข้อมูลให้กระจ่างทุกครั้งที่เข้ารับบริการ ควรรับบริการจากแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น และไม่ควรนำสารเสริมความงามไม่ว่าจะเป็นโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือแม้แต่กูลต้าไธโอนมาฉีดให้กันเอง เนื่องจากมีอันตรายมากกว่าที่คิดไว้ โดยในส่วนของกลูต้าไธโอนนั้น หากฉีดบ่อยๆ ในระยะยาวอาจทำให้แก่เร็วมากขึ้น เพราะตัวสารจะเกิดปฏิกิริยากลายเป็นอนุมูลอิสระ แทนที่จะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระครับ&#8221; รอง ผอ.สภาบันโรคผิวหนังย้ำเตือนอีกครั้ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอขอบคุณ เครดิตข้อมูลจาก</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/kapook3.png" alt="Kapook.com กระปุก Logo" /></p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<a href="http://www.thaipost.net/x-cite/131011/46496" target="_blank"><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/thaipost5.jpg" alt="" border="0" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=3092</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
