<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดั้งโด่งดอทคอม &#187; ผอม</title>
	<atom:link href="http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;tag=%E0%B8%9C%E0%B8%AD%E0%B8%A1" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://info.dungdong.com</link>
	<description>เว็บรีวิวศัลยกรรมอันดับ 1</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Sep 2014 08:25:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.0.38</generator>
	<item>
		<title>เนื้อปลิ้นกำจัดให้สิ้นได้</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=3436</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=3436#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 22:33:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[กำจัดให้สิ้นได้]]></category>
		<category><![CDATA[ผอม]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพดี]]></category>
		<category><![CDATA[เนื้อปลิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[เรียวสวย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=3436</guid>
		<description><![CDATA[เนื้อปลิ้นกำจัดให้สิ้นได้ (Lisa) ไขมันสะสมในร่มผ้า อย่าคิดว่าชุดชั้นในกระชับหุ่นจะช่วยคุณได้เสมอไป เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น สาเหตุ เราอาจเห็นว่าบางคนมีรูปร่างสมส่วนดีเมื่อมองจากภายนอก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะผอมเพรียวไร้ไขมัน เพราะสำหรับบางคนนั้นพบว่า มีเนื้อปลิ้นที่แผ่นหลัง และบั้นเอวที่สังเกตได้ชัดเจนเมื่อสวมใส่ชุดชั้นใน แทนที่จะเป็นกล้ามเนื้อกระชับเข้ารูป ซึ่งเป็นปัญหาเมื่อคุณต้องอวดหุ่นในชุดว่ายน้ำ รวมทั้งความเสื่อมของคอลลาเจนและอิลาสติน ด้วยปัจจัยของอายุที่ทำให้ผิวหย่อนคล้อย การออกกำลัง เพื่อกระชับสัดส่วนอาจเป็นวิธีที่ต้องใช้เวลานาน แต่ก็ให้ผลที่ค่อนข้างแน่นอนและดีกับสุขภาพ แต่หากใครคิดว่าเกินเยียวยา ก็มีวิธีลัดในการขจัดปัญหานี้ Fast-Fix  นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการสลายไขมันใต้ผิวกายและยกกระชับผิว Zerona เป็นเลเซอร์ที่อุณหภูมิไม่สูง จึงรู้สึกสบายขึ้นในระหว่างทำ ทำงานโดยส่งพลังงานเข้าหลอมละลายไขมันภายใต้ชั้นผิวหนัง จากการที่เซลล์ไขมันยากต่อการทำลาย เพราะมีผนังเซลล์ปิดกั้นไม่ให้ไขมันถูกปลดปล่อยออกมา เพื่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียน และขับเป็นของเสียออกจากร่างกายการ จะดูดไขมันออกก็ยังจะต้องใช้เลเซอร์เจาะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ไขมัน เพื่อให้มันกลายเป็นของเหลว และสามารถดูดออกมาได้ วิธีการใหม่นี้ ไม่ต้องเจาะ แต่ใช้พลังงานเลเซอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะ ฉายผ่านผิวหนังลงไปทำลายผนังเซลล์ไขมัน และทำให้ไขมันกลายสภาพเป็นของเหลวด้วยการหลอมละลายเซลล์ไขมัน เมื่อเซลล์ไขมันกลายเป็นของเหลว ก็จะถูกดูดซึมและขับออกจากร่างกายในรูปของของเสียได้อย่างง่ายดาย  ราคาเริ่มต้นประมาณ 50,000 บาท/6 ครั้ง Tri-Polar เป็นการนำเทคโนโลยีของ Uni-Polar และ Bi-Polar มารวมกันเป็น Tri-Poalar เพื่อให้ประสิทธิภาพที่สูงกว่า ทำให้สามารถกระตุ้นเซลล์ได้ลึกถึง 2 [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนื้อปลิ้นกำจัดให้สิ้นได้ (Lisa)</p>
<p>ไขมันสะสมในร่มผ้า อย่าคิดว่าชุดชั้นในกระชับหุ่นจะช่วยคุณได้เสมอไป เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น</p>
<p><span id="more-3436"></span></p>
<p>สาเหตุ</p>
<p>เราอาจเห็นว่าบางคนมีรูปร่างสมส่วนดีเมื่อมองจากภายนอก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะผอมเพรียวไร้ไขมัน เพราะสำหรับบางคนนั้นพบว่า มีเนื้อปลิ้นที่แผ่นหลัง และบั้นเอวที่สังเกตได้ชัดเจนเมื่อสวมใส่ชุดชั้นใน แทนที่จะเป็นกล้ามเนื้อกระชับเข้ารูป ซึ่งเป็นปัญหาเมื่อคุณต้องอวดหุ่นในชุดว่ายน้ำ รวมทั้งความเสื่อมของคอลลาเจนและอิลาสติน ด้วยปัจจัยของอายุที่ทำให้ผิวหย่อนคล้อย การออกกำลัง เพื่อกระชับสัดส่วนอาจเป็นวิธีที่ต้องใช้เวลานาน แต่ก็ให้ผลที่ค่อนข้างแน่นอนและดีกับสุขภาพ แต่หากใครคิดว่าเกินเยียวยา ก็มีวิธีลัดในการขจัดปัญหานี้</p>
<p>Fast-Fix</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/11019381.gif" alt="" width="19" height="19" border="0" /> </strong>นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการสลายไขมันใต้ผิวกายและยกกระชับผิว</p>
<p>Zerona เป็นเลเซอร์ที่อุณหภูมิไม่สูง จึงรู้สึกสบายขึ้นในระหว่างทำ ทำงานโดยส่งพลังงานเข้าหลอมละลายไขมันภายใต้ชั้นผิวหนัง จากการที่เซลล์ไขมันยากต่อการทำลาย เพราะมีผนังเซลล์ปิดกั้นไม่ให้ไขมันถูกปลดปล่อยออกมา เพื่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียน และขับเป็นของเสียออกจากร่างกายการ จะดูดไขมันออกก็ยังจะต้องใช้เลเซอร์เจาะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ไขมัน เพื่อให้มันกลายเป็นของเหลว และสามารถดูดออกมาได้ วิธีการใหม่นี้ ไม่ต้องเจาะ แต่ใช้พลังงานเลเซอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะ ฉายผ่านผิวหนังลงไปทำลายผนังเซลล์ไขมัน และทำให้ไขมันกลายสภาพเป็นของเหลวด้วยการหลอมละลายเซลล์ไขมัน เมื่อเซลล์ไขมันกลายเป็นของเหลว ก็จะถูกดูดซึมและขับออกจากร่างกายในรูปของของเสียได้อย่างง่ายดาย</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/14683188.gif" alt="" width="19" height="19" border="0" /> </strong>ราคาเริ่มต้นประมาณ 50,000 บาท/6 ครั้ง</p>
<p>Tri-Polar เป็นการนำเทคโนโลยีของ Uni-Polar และ Bi-Polar มารวมกันเป็น Tri-Poalar เพื่อให้ประสิทธิภาพที่สูงกว่า ทำให้สามารถกระตุ้นเซลล์ได้ลึกถึง 2 ระดับชั้น ทั้งชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน ใช้คลื่นวิทยุ Radio Frequency (RF ในการปรับฟื้นฟูสภาพผิว ที่ส่งกระแสไฟฟ้าคลื่นความถี่วิทยุเข้าไปกระตุ้นเซลล์ เพื่อให้คอลลาเจนใต้ผิวเรียงตัวกันใหม่ ซึ่งทำให้ผิวหนังมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นดีขึ้น ความหย่อยคล้อยและริ้วรอยลดลง วิธีนี้มักจะรักษาทุกสัปดาห์ติดต่อกัน 8 ครั้ง และรักษาซ้ำเดือนละครั้งอีกประมาณ 3 ครั้งก็จะเริ่มเห็นผล</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/14683188.gif" alt="" width="19" height="19" border="0" /> </strong>ราคาคอร์สละประมาณ 30,000 บาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div>
<p>ขอขอบคุณ เครดิตข้อมูลจาก</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/kapook40.png" alt="Kapook.com กระปุก Logo" /></p>
</div>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/lisa_logo34.jpg" alt="" width="125" height="79" border="0" /><br />
Vol.12 No.31 17 สิงหาคม 2554</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=3436</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คาร์บ็อกซี่</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1784</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1784#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 18:05:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บ็อกซี่]]></category>
		<category><![CDATA[ผอม]]></category>
		<category><![CDATA[ลดน้ำหนัก]]></category>
		<category><![CDATA[สลายไขมัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1784</guid>
		<description><![CDATA[คาร์บ๊อกซี่คืออะไร คาร์บ๊อกซี่ คือการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในชั้นผิวหนัง โดยผ่านเข็มที่มีขนาดเล็ก (เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.3 มิลลิเมตร) เขา ว่ากันว่า การฉีดคาร์บ๊อกซี่จะช่วยลดไขมันเฉพาะที่ เพราะเจ้าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ว่าเนี่ยจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับไขมันหรือ เซลลูไลท์ทำให้มันสลายตัวกลายเป็นของเหลวที่จะขับออกมาทางเหงี่อและปัสสาวะ ผลที่ได้ ก็จะทำให้ช่วยลดสัดส่วนในบริเวณนั้น และช่วยทำให้ผิวหนังที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้น สามารถลดรอยแตกลายและผิวเปลือกส้มได้ ได้ยินอย่างนี้แล้วคุณสาวๆ ที่มีปัญหาเรื่องสัดส่วนคงอยากจะรีบแห่กันไปทำเลยไช่ไหม มันยังมีข้อเสียอีกค่ะ ข่าวรายงานล่าสุด  รศ.นพ.ป่วน สุทธิพินิจธรรม หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา (ผิวหนัง) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหา วิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า คาร์บ๊อกซี่เธอราปี เป็นการลดไขมัน และเซลลูไลท์เฉพาะจุดด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก๊าซตัวนี้ในทางการแพทย์ใช้ฉีดเข้าไปในช่องท้องขณะส่องกล้อง ทาง รพ.ศิริราช เองก็เคยนำมาทดลองใช้เหมือนกัน แต่ยกเลิกไปแล้ว เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง ผลที่ได้ทำให้ดีขึ้นนิดหน่อย ไม่เห็นผลทันที ต้องทำติดต่อกันหลายครั้ง ก็จัดว่าเป็นเครื่องมือ หรือวิธีการ หนึ่งที่ช่วยสลายไขมัน และเซลลูไลท์ใต้ผิวหนังแบบชั่วคราว ไม่ใช่วิธีการที่ถาวรเหมือนกับการออกกำลังกาย และควบคุมปริมาณอาหาร ความ จริงก่อนที่จะฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เคยมีการฉีดสารเคมีเข้าไปใต้ผิวหนัง แต่เนื่องจากมีบางคนไปฉีดแล้วแพ้ ถึงขั้นฟ้องร้องกัน จึงได้ยกเลิกไป สุดท้ายก็เลยเปลี่ยนมาเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีคุณสมบัติสลายตัวได้ อย่างรวดเร็ว แต่การฉีดคาร์บ๊อกซี่ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คาร์บ๊อกซี่คืออะไร</strong></p>
<p><strong></strong>คาร์บ๊อกซี่ คือการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในชั้นผิวหนัง โดยผ่านเข็มที่มีขนาดเล็ก (เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.3 มิลลิเมตร)<br />
เขา ว่ากันว่า การฉีดคาร์บ๊อกซี่จะช่วยลดไขมันเฉพาะที่ เพราะเจ้าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ว่าเนี่ยจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับไขมันหรือ เซลลูไลท์ทำให้มันสลายตัวกลายเป็นของเหลวที่จะขับออกมาทางเหงี่อและปัสสาวะ</p>
<p><span id="more-1784"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1873" rel="attachment wp-att-1873"><img class="alignnone size-medium wp-image-1873" title="zerona-laser" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/zerona-laser-300x266.jpg" alt="" width="300" height="266" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p><strong>ผลที่ได้</strong></p>
<p><strong></strong>ก็จะทำให้ช่วยลดสัดส่วนในบริเวณนั้น และช่วยทำให้ผิวหนังที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้น สามารถลดรอยแตกลายและผิวเปลือกส้มได้</p>
<p>ได้ยินอย่างนี้แล้วคุณสาวๆ ที่มีปัญหาเรื่องสัดส่วนคงอยากจะรีบแห่กันไปทำเลยไช่ไหม มันยังมีข้อเสียอีกค่ะ<br />
<strong><br />
ข่าวรายงานล่าสุด </strong></p>
<p>รศ.นพ.ป่วน สุทธิพินิจธรรม หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา (ผิวหนัง) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหา วิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า คาร์บ๊อกซี่เธอราปี เป็นการลดไขมัน และเซลลูไลท์เฉพาะจุดด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก๊าซตัวนี้ในทางการแพทย์ใช้ฉีดเข้าไปในช่องท้องขณะส่องกล้อง ทาง รพ.ศิริราช เองก็เคยนำมาทดลองใช้เหมือนกัน แต่ยกเลิกไปแล้ว เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง ผลที่ได้ทำให้ดีขึ้นนิดหน่อย ไม่เห็นผลทันที ต้องทำติดต่อกันหลายครั้ง</p>
<p>ก็จัดว่าเป็นเครื่องมือ หรือวิธีการ หนึ่งที่ช่วยสลายไขมัน และเซลลูไลท์ใต้ผิวหนังแบบชั่วคราว ไม่ใช่วิธีการที่ถาวรเหมือนกับการออกกำลังกาย และควบคุมปริมาณอาหาร</p>
<p>ความ จริงก่อนที่จะฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เคยมีการฉีดสารเคมีเข้าไปใต้ผิวหนัง แต่เนื่องจากมีบางคนไปฉีดแล้วแพ้ ถึงขั้นฟ้องร้องกัน จึงได้ยกเลิกไป สุดท้ายก็เลยเปลี่ยนมาเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีคุณสมบัติสลายตัวได้ อย่างรวดเร็ว</p>
<p><strong>แต่การฉีดคาร์บ๊อกซี่ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ทำให้เกิดจ้ำเลือดเป็นรอยเขียวช้ำบริเวณที่ฉีด เนื่องจากเส้นเลือดฝอยแตก ที่น่ากลัวคือ หากฉีดในปริมาณมาก แล้วก๊าซถูกดูดซึมเข้าไปในหลอดเลือด อาจทำให้เกิดฟองก๊าซไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจได้ แม้กรณีนี้จะพบได้ไม่มากก็ตาม</strong></p>
<p>ถ้าถามว่าควรจะไปฉีดดีหรือไม่ ก็ต้องย้อนถามกลับว่า คุณจะไปฉีดทำไม เพราะเหตุผลอะไร ถ้าคุณบอกว่า ก็หนูอ้วน มีไขมัน และเซลลูไลท์ อยากสวย ก็ต้องบอกว่า การรักษามีหลายวิธีนะ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ก็เหมือนกับการเดินทางกลับบ้านคุณอาจกลับได้หลายทาง แล้วแต่ว่าจะเลือกทางไหน วิธีนี้อาจเสียค่าใช้จ่ายสูง และเป็นวิธีการชั่วคราว ถ้าคุณมีเงินแล้ว อยากจะทำก็ไม่เป็นไร เพราะคงไม่มีใครไปห้ามได้ แต่ถ้าไม่มีเงินแล้วไปทำ ถามว่าคุ้มหรือไม่คุ้มก็ควรชั่งน้ำหนักและตัดสินใจดู แต่อย่าลืมว่ามันเป็นเทคนิคใหม่ เดี๋ยวนี้คนไหนมือไวก็ให้บริการก่อน ทั้ง ๆ ที่บางครั้งสังคมยังไม่มีความรู้ด้วยซ้ำ อะไรก็ตามที่เป็นกระแสคงอยู่ไม่นาน</p>
<p>ข้อมูลจาก http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20070926034212AAgYrGV</p>
<p><strong></strong><strong>เรามาดูประวัติความเป็นมาของ คาบ็อกซี่กันค่ะ</strong></p>
<p>คาร์บ๊อกซี่เธอราปี ? Carboxytherapy ? คือ การลดไขมันเฉพาะที่ด้วยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่ละลายน้ำได้ดี สลายตัวได้เร็ว และพบว่าเมื่อฉีด คาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปยังชั้นไขมันใต้ผิวหนัง จะช่วยเพิ่มการขยายตัวของเส้นเลือดและทำให้เซลล์ไขมันสลายตัวและถูกกำจัดออก ไปนี้ นับเป็นเทคนิคใหม่ในการขจัดเซลลูไลท์หรือลดไขมันเฉพาะส่วนที่ไม่ต้องการ อย่างเช่น บริเวณหน้าท้อง ใต้ท้องแขน สะโพก น่อง หรือ บริเวณก้น&#8230;นอกจากนี้ บริเวณน่องที่โต หรือสะโพกที่ใหญ่เกินไป รวมถึงบริเวณแก้มที่ป่องเพราะไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังก็สามารถแก้ไขได้ เช่นกัน โดยเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1932 ฝรั่งเศส คือประเทศแรกการนำมาใช้ และขยายความนิยมสู่อิตาลี ในปี ค.ศ.1990 จากนั้น ก็ได้รับการยอมรับและนิยมใช้อย่างแพร่หลายทั้งในเอเชียและยุโรป</p>
<p>ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ที่นำมาใช้เป็นจะเป็นก๊าชบริสุทธิ์ โดยในวงการแพทย์มีการนำมา ใช้อยู่ก่อนแล้ว อย่างเช่น การฉีดเข้าไปในช่องท้องขณะส่องกล้องตรวจอวัยวะภายในเป็นต้น ซึ่งผลปรากฏว่าไม่ส่งผลอันตรายใดต่อร่างกาย เนื่องจากก๊าซออกซิเจนสามารถละลายน้ำได้ดีและสลายตัวได้รวดเร็ว เมื่อฉีดก๊าซออกซิเจนเข้าไปในผิวหนัง อาจมีอาการปวดและรู้สึกตึง ๆ บริเวณผิวบ้าง หากแต่ประมาณร้อยละ 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อคลำผิวจะได้ยินก๊าชใต้ผิวหนัง แต่จะหายไปเองภายในเวลา 1 ชั่วโมง และร้อยละ 30 เปอร์เซ็นต์ พบว่ามีรอยช้ำเกิดขึ้นและก็จะหายไปได้เอง ข้อควรระวังก็คือ ไม่ควรฉีดในผู้ที่มีปัญหาทางจิต และผู้ที่มีโรคที่เกิดจากระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเลือด หรือผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจเพราะหากก๊าชบางส่วนผ่านเข้าไปในระบบไหล เวียนเลือดอาจทำให้อาการดังกล่าวแย่ลง ก่อนปล่อยก๊าชเข้าไป แพทย์จึงต้องมั่นใจก่อนว่าก๊าชดังกล่าวจะไม่ผ่านเข้าไปเส้นเลือดโดยตรง</p>
<p>การนำ ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ มาใช้นั้น สามารถทำกันได้ด้วยวิธีการง่ายๆ โดยแพทย์จะทำความสะอาดผิวชั้นนอกด้วยแอลลกอฮอลล์ จากนั้นจะใช้เข็มฉีดยาที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเล็กมาก ประมาณ 0.3 มม. สอดเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง แล้วปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ เข้าไปในแต่ละส่วนตามปริมาณที่เหมาะสม โดยขณะที่ก๊าซผ่านเข้าไปสู่ชั้นผิวนั้น จะรู้สึกอุ่นบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย เมื่อคลำผิวบริเวณที่ฉีดจะได้ยินเสียงเหมือนมีแก๊ซอยู่ใต้ผิว (cracking) ควรนวดเบา ๆ หลังการฉีด เพื่อให้ก๊าชกระจายตัวสม่ำเสมอ และทำให้กระบวนการสลายตัวของเซลล์ไขมันดีขึ้น ระยะเวลาในการทำต่อครั้งใช้เวลาประมาณ 15 ? 30 นาที เท่านั้น</p>
<p>จากการใช้ปลายเข็มที่มีขนาดเล็กมาก ทำให้แพทย์สามารถสอดเข็มเข้าไปใต้ชั้นผิวได้ง่าย โดยผู้ที่ถูกฉีดแทบไม่รู้สึกเจ็บ จึงไม่มีความจำเป็นต้องฉีดยาชาหรือต้องพักฟื้นหลังการทำแต่อย่างใด สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันตามปกติทุกประการ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการสลายไขมันที่ปลอดภัย เนื่องจากก่อนดำเนินการทุกครั้ง แพทย์จะตั้งอัตราการปล่อยก๊าชต่อนาทีและปริมาณก๊าชรวมที่จะปล่อยเข้าไปที่ อุปกรณ์แพทย์เฉพาะทางอย่างละเอียด โดยสัดส่วนในการปล่อยก๊าซเข้าไปสู่ชั้นผิวแต่ละส่วนนั้นจะไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ 50 ? 200 ซี.ซี ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของร่างกาย อย่างเช่น บริเวณใต้คาง จะปล่อยก๊าซเข้าไปเพียง 10 ซี.ซี. ใต้ท้องแขน 50 ซี.ซี. และ หน้าท้องซ้ายขวาข้างละ 100 ? 200 ซี.ซี เป็นต้น สิ่งที่เห็นผลภายหลังจากการใช้วีธี คาร์บ๊อกซี่เธอราปี ก็คือ ไขมันบริเวณที่ฉีดเข้าไปจะค่อยๆ สลายตัวและยุบลงไปอย่างรวดเร็ว หากแต่จะให้ได้ผลควรทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เมื่อทำติดต่อกันอย่างน้อย 3 ? 5 ครั้ง จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น</p>
<p>สำหรับในประเทศไทย การสลายไขมันด้วยวิธี คาร์บ๊อกซี่เธอราปี ได้มีการนำเข้ามาใช้แล้วในวงการแพทย์ หากแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในอีกไม่นานจะต้องมีการกล่าวขานกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ไขมันที่พอกพูนหดหายไปได้อย่าง รวดเร็ว และปลอดภัย ซึ่งนับเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนอ้วนที่รักสวยรักงามในยุคนี้ แถมยังเห็นผลได้เร็วกว่าวิธีการ เมโซเธอราพี ( MESOTHERAPY ) ที่เรารู้จักกันดี แต่ก็ล้าหลังไปแล้ว ในขณะที่ คาร์บ๊อกซี่เธอราปี เป็นวิทยาการล่าสุดที่ได้ผลดีกว่า และไม่มีอันตรายเหมือนการดูดไขมันที่เป็นข่าวครึกโครมกันบ่อยครั้ง ทั้งนี้ หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับ คาร์บ๊อกซี่เธอราปี เเพิ่มเติมก็สามารถสอบถามหาความรู้กันได้</p>
<p>ปัจจุบันการฉีดคาร์บ๊อกซี่ ไม่ได้มีการระบุว่า จะต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น เพราะเท่าที่เห็นแพทย์ทั่วไปก็สามารถทำได้ เพียงแต่ได้รับการอบรมวิธีการฉีด</p>
<p>รศ.นพ.ป่วน สุทธิพินิจธรรม หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา (ผิวหนัง) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหา วิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า คาร์บ๊อกซี่เธอราปี เป็นการลดไขมัน และเซลลูไลท์เฉพาะจุดด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก๊าซตัวนี้ในทางการแพทย์ใช้ฉีดเข้าไปในช่องท้องขณะส่องกล้อง ทาง รพ.ศิริราช เองก็เคยนำมาทดลองใช้เหมือนกัน แต่ยกเลิกไปแล้ว เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง ผลที่ได้ทำให้ดีขึ้นนิดหน่อย ไม่เห็นผลทันที ต้องทำติดต่อกันหลายครั้ง</p>
<p>ก็จัดว่าเป็นเครื่องมือ หรือวิธีการ หนึ่งที่ช่วยสลายไขมัน และเซลลูไลท์ใต้ผิวหนังแบบชั่วคราว ไม่ใช่วิธีการที่ถาวรเหมือนกับการออกกำลังกาย และควบคุมปริมาณอาหาร</p>
<p>ความจริงก่อนที่จะฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เคยมีการฉีดสารเคมีเข้าไปใต้ผิวหนัง แต่เนื่องจากมีบางคนไปฉีดแล้วแพ้ ถึงขั้นฟ้องร้องกัน จึงได้ยกเลิกไป สุดท้ายก็เลยเปลี่ยนมาเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีคุณสมบัติสลายตัวได้ อย่างรวดเร็ว</p>
<p><strong></strong><strong>แต่การฉีดคาร์บ๊อกซี่ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้</strong> เช่น ทำให้เกิดจ้ำเลือดเป็นรอยเขียวช้ำบริเวณที่ฉีด เนื่องจากเส้นเลือดฝอยแตก ที่น่ากลัวคือ หากฉีดในปริมาณมาก แล้วก๊าซถูกดูดซึมเข้าไปในหลอดเลือด อาจทำให้เกิดฟองก๊าซไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจได้ แม้กรณีนี้จะพบได้ไม่มากก็ตาม</p>
<p>ถ้าถามว่าควรจะไปฉีดดีหรือไม่ ก็ต้องย้อนถามกลับว่า คุณจะไปฉีดทำไม เพราะเหตุผลอะไร ถ้าคุณบอกว่า ก็หนูอ้วน มีไขมัน และเซลลูไลท์ อยากสวย ก็ต้องบอกว่า การรักษามีหลายวิธีนะ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ก็เหมือนกับการเดินทางกลับบ้านคุณอาจกลับได้หลายทาง แล้วแต่ว่าจะเลือกทางไหน วิธีนี้อาจเสียค่าใช้จ่ายสูง และเป็นวิธีการชั่วคราว ถ้าคุณมีเงินแล้ว อยากจะทำก็ไม่เป็นไร เพราะคงไม่มีใครไปห้ามได้ แต่ถ้าไม่มีเงินแล้วไปทำ ถามว่าคุ้มหรือไม่คุ้มก็ควรชั่งน้ำหนักและตัดสินใจดู แต่อย่าลืมว่ามันเป็นเทคนิคใหม่ เดี๋ยวนี้คนไหนมือไวก็ให้บริการก่อน ทั้ง ๆ ที่บางครั้งสังคมยังไม่มีความรู้ด้วยซ้ำ อะไรก็ตามที่เป็นกระแสคงอยู่ไม่นาน</p>
<p>ด้าน นพ.จิโรจ สินธวานนท์ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระ ทรวงสาธารณสุข อธิบายข้อมูลว่า การฉีดคาร์บ๊อกซี่ เป็นการลดไขมันเฉพาะจุด ด้วยการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปบริเวณส่วนเกิน เช่น บริเวณรอบเอว ตะโพก ต้นขา ใต้ท้องแขน</p>
<p><strong>วิธีการฉีดคือ</strong><br />
ผู้ให้การรักษาจะใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมากฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณ ที่เหมาะสมเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนังบริเวณที่ต้องการจะลด ซึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะไปช่วยย่อยสลายเซลล์ไขมันบริเวณดังกล่าว ทำให้เซลล์ไขมันยุบตัวลง ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ฉีดครั้งเดียวแล้วจะเห็นผลทันที อาจจะต้องทำติดต่อกันหลายครั้ง สถานบริการบางแห่งอาจฉีดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งแล้วแต่ปริมาณก๊าซที่ใช้ บริเวณที่ฉีด และร่างกายของแต่ละคน</p>
<p><strong>สรุป</strong> เสี่ยงค่ะ หมอไม่ใช่ทุกคนที่จะรับผิดชอบคนไข้ เหมือนดังกรณีที่เป็นข่าวครึกโครมอยู่ทุกวันนี้ค่ะ เข็มหนึ่งราคาเป็นพัน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราไม่มีผลข้างเคียง ขนาดคุณหมอยังแยกเป็น 2 ฝ่ายเลยค่ะ จะเชื่อใครดี ก็คงต้องคิดหนักนะคะ แต่ห้ามไปฉีดกับคนที่ไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางเด็ดขาดนะคะ อันตรายมากๆค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Credit: siliconeclub.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1784</wfw:commentRss>
		<slash:comments>48</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ออกกำลังกายง่ายๆ ช่วยให้ Fit &amp; Firm</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1417</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1417#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 00:33:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Fit & Firm]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ผอม]]></category>
		<category><![CDATA[สวย]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพดี]]></category>
		<category><![CDATA[ออกกำลังกาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1417</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย คุณอิศรา แก่นพรหม นักสุขศึกษา โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 หนุ่มสาวออฟฟิศอยากออกกำลังกาย แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลากันใช่ไหมคะ ในเทศกาลที่อบอวลไปด้วยความรักปีนี้ เราชวนเขาหรือเธอมาร่วมกันช่วยสร้างความหวานใส แบบสุขภาพดีร่วมกันดีกว่า &#160; กิจวัตรประจำวัน ก็เป็นการออกกำลังกาย ทราบไหมคะ ว่าการทำกิจวัตรประจำวันก็เป็นการออกกำลังกายที่ดี เพียงแต่เราควรทำอย่างต่อเนื่องกัน ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป เพื่อให้เป็นการออกกำลังกายเแบบแอโรบิคส์ (Aerobic Exercise) และออกกำลังกายกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardio Exercise) ซึ่งช่วยให้ระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบขับถ่าย ระบบย่อยอาหาร ระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบดูดซึมอาหารดีขึ้น และยังช่วยให้กล้ามเนื้อ ข้อต่อและกระดูกดีขึ้นอย่างชัดเจน กิจวัตรประจำวันอย่างไหน เผาผลาญแคลอรีไปเท่าไหร่ เรามีข้อมูลมาเล่าให้ฟังตามรายการข้างล่างค่ะ ปริมาณพลังงานที่ใช้ในแต่ละกิจวัตรประจำวัน การเดินทาง 1. เดินขึ้นบันได (15 นาที) ชาย 65 กก. = 150 แคลอรี / 75 กก. = 150 แคลอรี / 85 [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย คุณอิศรา แก่นพรหม นักสุขศึกษา โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1</p>
<p>หนุ่มสาวออฟฟิศอยากออกกำลังกาย แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลากันใช่ไหมคะ ในเทศกาลที่อบอวลไปด้วยความรักปีนี้ เราชวนเขาหรือเธอมาร่วมกันช่วยสร้างความหวานใส แบบสุขภาพดีร่วมกันดีกว่า</p>
<p><span id="more-1417"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1996" rel="attachment wp-att-1996"><img class="alignnone size-full wp-image-1996" title="weight-loss-exercise-foods-1" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/weight-loss-exercise-foods-1.jpg" alt="" width="600" height="409" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>กิจวัตรประจำวัน ก็เป็นการออกกำลังกาย<br />
ทราบไหมคะ ว่าการทำกิจวัตรประจำวันก็เป็นการออกกำลังกายที่ดี เพียงแต่เราควรทำอย่างต่อเนื่องกัน ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป เพื่อให้เป็นการออกกำลังกายเแบบแอโรบิคส์ (Aerobic Exercise) และออกกำลังกายกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardio Exercise) ซึ่งช่วยให้ระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบขับถ่าย ระบบย่อยอาหาร ระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบดูดซึมอาหารดีขึ้น และยังช่วยให้กล้ามเนื้อ ข้อต่อและกระดูกดีขึ้นอย่างชัดเจน</p>
<p>กิจวัตรประจำวันอย่างไหน เผาผลาญแคลอรีไปเท่าไหร่ เรามีข้อมูลมาเล่าให้ฟังตามรายการข้างล่างค่ะ</p>
<p>ปริมาณพลังงานที่ใช้ในแต่ละกิจวัตรประจำวัน</p>
<p>การเดินทาง<br />
1. เดินขึ้นบันได (15 นาที)<br />
ชาย<br />
65 กก. = 150 แคลอรี / 75 กก. = 150 แคลอรี / 85 กก. = 150 แคลอรี<br />
หญิง<br />
45 กก. = 150 แคลอรี / 55 กก. = 150 แคลอรี / 65 กก. = 150 แคลอรี / 75 กก. = 150 แคลอรี</p>
<p>2. เดินบนถนน (10 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 37 แคลอรี / 75 กก. = 43 แคลอรี / 85 กก. = 48 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 25 แคลอรี / 55 กก. = 31 แคลอรี / 65 กก. = 37 แคลอรี / 75 กก. = 43 แคลอรี</p>
<p>เล่นดนตรี (1 ชั่วโมง)<br />
1. ตีกลอง<br />
ชาย 65 กก. = 202 แคลอรี / 75 กก. = 219 แคลอรี / 85 กก. = 236 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 154 แคลอรี /55 กก. = 165 แคลอรี / 65 กก. = 177 แคลอรี /75 กก. = 189 แคลอรี</p>
<p>2. ยืนเล่นกีตาร์ (พลังงาน/น้ำหนัก)<br />
ชาย 65 กก. = 177 แคลอรี (60 กก.) / 75 กก. = 211 แคลอรี (70 กก.) / 85 กก. = 259 แคลอรี</p>
<p>งานบ้าน<br />
1. ถูบ้าน (20 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 75 แคลอรี / 75 กก. = 87 แคลอรี / 75 กก. = 99 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 56 แคลอรี / 55 กก. = 68 แคลอรี / 65 กก. = 81 แคลอรี / 75 กก. = 93 แคลอรี</p>
<p>2. กวาดพื้น (10 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 15 แคลอรี / 75 กก. = 18 แคลอรี / 85 กก. = 20 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 11 แคลอรี / 55 กก. = 13 แคลอรี / 65 กก. = 15 แคลอรี / 75 กก. = 18 แคลอรี</p>
<p>3. ล้างห้องน้ำ (10 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 13 แคลอรี / 75 กก. = 15 แคลอรี / 85 กก. = 17 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 9 แคลอรี / 55 กก. = 11 แคลอรี / 65 กก. = 13 แคลอรี / 75 กก. = 15 แคลอรี</p>
<p>4. รีดผ้า (1 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 250 แคลอรี / 75 กก. = 288 แคลอรี / 85 กก. = 326 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 89 แคลอรี / 55 กก. = 109 แคลอรี / 65 กก. = 129 แคลอรี / 75 กก. = 149 แคลอรี</p>
<p>5. ทำกับข้าว (1 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 187 แคลอรี / 75 กก. = 216 แคลอรี / 85 กก. = 249 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 122 แคลอรี / 55 กก. = 149 แคลอรี / 65 กก. = 176 แคลอรี / 75 กก. = 202 แคลอรี</p>
<p>6. ขุดดิน (10 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 82 แคลอรี / 75 กก. = 95 แคลอรี / 85 กก. = 107 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 57 แคลอรี / 55 กก. = 69 แคลอรี / 65 กก. = 82 แคลอรี / 75 กก. = 95 แคลอรี</p>
<p>กิจกรรมในครอบครัว<br />
1. เดินซื้อของในจตุจักร (2 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 482 แคลอรี / 75 กก. = 522 แคลอรี / 85 กก. = 592 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 335 แคลอรี / 55 กก. = 409 แคลอรี / 65 กก. = 483 แคลอรี / 75 กก. = 586 แคลอรี</p>
<p>2. เดินซื้อกับข้าวในตลาดสด (30 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 160 แคลอรี / 75 กก. = 185 แคลอรี / 85 กก. = 209 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 111 แคลอรี / 55 กก. = 135 แคลอรี / 65 กก. = 160 แคลอรี / 75 กก. = 185 แคลอรี</p>
<p>การเล่นกีฬา<br />
1. เต้นแอโรบิคส์-ปานกลาง (1 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 402 แคลอรี / 75 กก. = 463 แคลอรี / 85 กก. = 525 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 278 แคลอรี / 55 กก. = 340 แคลอรี / 65 กก. = 402 แคลอรี / 75 กก. = 463 แคลอรี</p>
<p>2. เต้นแอโรบิคส์-หนัก (1 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 527 แคลอรี / 75 กก. = 606 แคลอรี / 85 กก. = 689 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 364 แคลอรี / 55 กก. = 446 แคลอรี / 65 กก. = 527 แคลอรี / 75 กก. = 607 แคลอรี</p>
<p>3. ว่ายน้ำ-ท่ากบ (40 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 421 แคลอรี / 75 กก. = 485 แคลอรี / 85 กก. = 550 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 291 แคลอรี / 55 กก. = 356 แคลอรี / 65 กก. = 422 แคลอรี / 75 กก. = 485 แคลอรี</p>
<p>4. ว่ายน้ำ-ท่ากรรเชียง (40 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 438 แคลอรี / 75 กก. = 485 แคลอรี / 85 กก. = 550 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 291 แคลอรี / 55 กก. = 356 แคลอรี / 65 กก. = 422 แคลอรี / 75 กก. = 485 แคลอรี</p>
<p>5. แบดมินตัน (1 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 378 แคลอรี / 75 กก. = 436 แคลอรี / 85 กก. = 494 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 262 แคลอรี / 55 กก. = 320 แคลอรี / 65 กก. = 378 แคลอรี / 75 กก. = 436 แคลอรี</p>
<p>6. ฟุตบอล (1 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 514 แคลอรี / 75 กก. = 594 แคลอรี / 85 กก. = 673 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 356 แคลอรี / 55 กก. = 436 แคลอรี / 65 กก. = 514 แคลอรี / 75 กก. = 594 แคลอรี</p>
<p>อย่าลืมว่า กิจวัตรประจำวัน ถ้าทำอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาที่เหมาะสม ก็เป็นการออกกำลังกายได้</p>
<p>ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล กองออกกำลังกาย กระทรวงสาธารณสุข</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ablehealth11.blogspot.com</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1417</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อยากผอมสวย ฟังทางนี้</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1412</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1412#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 00:28:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ผอม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟังทางนี้]]></category>
		<category><![CDATA[ลดน้ำหนัก]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อยากผอมสวย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1412</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย คุณกินรี ดาร์ริงตัน ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 สาวๆ ส่วนใหญ่ใฝ่ฝันอยากมีแขนเรียวสวย ขาเรียวกระชับ หน้าท้องแบนราบ รูปร่างฟิต แอนด์ เฟิร์ม ฟังๆ ดูแล้วเหมือนทำยาก เรื่องการควบคุมอาหารก็สำคัญ การออกกำลังกายก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่สิ่งที่เราไม่ค่อยพูดถึงกันและมีความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ คือ &#8220;จิตใจ&#8221; ค่ะ วันก่อนแผนกประกันสังคม โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 ได้จัดงาน &#8220;fit &#38; firm&#8221; โดยมีนักจิตวิทยาประจำโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 คุณชวนพิศ ยงยิ่งยืน มาให้ข้อคิดกับสาวๆ และหนุ่มๆ ที่อยากหุ่นดี เพราะเรารู้ว่าแต่ละคนก็มีสาเหตุที่ทำให้จิตใจไม่ &#8220;ฟิต&#8221; พอที่จะไปออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา เห็นของอร่อยแล้วอดใจไม่ได้ ขาดแรงจูงใจ ต้องการกำลังใจ ดังนั้น เราจึงมีเคล็ดลับเพื่อปรับวิธีคิดที่เหมาะกับคนแต่ละกลุ่ม ดังนี้ กลุ่มไม่มีเวลา เวลาออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ ตอนเช้า ช่วงที่อากาศกำลังเย็นสบาย เป็นช่วงที่ออกซิเจนถูกคายออกมาจากต้นไม้ใบหญ้ารอบตัว แต่คุณมักบอกตัวเองว่า &#8220;ไม่มีเวลา&#8221; ดิฉันแนะนำให้คุณมองหา &#8220;ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกับคุณจากการไม่ออกกำลังกาย&#8221; มองเป็นแง่ลบเข้าไว้ หาผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย คุณกินรี ดาร์ริงตัน ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1</p>
<p>สาวๆ ส่วนใหญ่ใฝ่ฝันอยากมีแขนเรียวสวย ขาเรียวกระชับ หน้าท้องแบนราบ รูปร่างฟิต แอนด์ เฟิร์ม ฟังๆ ดูแล้วเหมือนทำยาก เรื่องการควบคุมอาหารก็สำคัญ การออกกำลังกายก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่สิ่งที่เราไม่ค่อยพูดถึงกันและมีความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ คือ &#8220;จิตใจ&#8221; ค่ะ</p>
<p><span id="more-1412"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1959" rel="attachment wp-att-1959"><img class="alignnone size-full wp-image-1959" title="chunky-muscle" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/chunky-muscle.jpg" alt="" width="600" height="681" /></a></p>
<p style="text-align: center;">วันก่อนแผนกประกันสังคม โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 ได้จัดงาน &#8220;fit &amp; firm&#8221; โดยมีนักจิตวิทยาประจำโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 คุณชวนพิศ ยงยิ่งยืน มาให้ข้อคิดกับสาวๆ และหนุ่มๆ ที่อยากหุ่นดี เพราะเรารู้ว่าแต่ละคนก็มีสาเหตุที่ทำให้จิตใจไม่ &#8220;ฟิต&#8221; พอที่จะไปออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา เห็นของอร่อยแล้วอดใจไม่ได้ ขาดแรงจูงใจ ต้องการกำลังใจ ดังนั้น เราจึงมีเคล็ดลับเพื่อปรับวิธีคิดที่เหมาะกับคนแต่ละกลุ่ม ดังนี้</p>
<p>กลุ่มไม่มีเวลา<br />
เวลาออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ ตอนเช้า ช่วงที่อากาศกำลังเย็นสบาย เป็นช่วงที่ออกซิเจนถูกคายออกมาจากต้นไม้ใบหญ้ารอบตัว แต่คุณมักบอกตัวเองว่า &#8220;ไม่มีเวลา&#8221;</p>
<p>ดิฉันแนะนำให้คุณมองหา &#8220;ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกับคุณจากการไม่ออกกำลังกาย&#8221; มองเป็นแง่ลบเข้าไว้ หาผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต &#8220;ถ้าไม่ทำ อาจเป็นความดันสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน แล้วในที่สุดอาจต้องกลายเป็นโรคอัมพาต ที่ได้แต่นอนนิ่งอยู่กับเตียง ได้แต่มองคนรอบข้าง หูได้ยินแต่ก็พูดไม่ได้ แค่เดินลุกเข้าห้องน้ำเองยังทำไม่ได้&#8221;</p>
<p>กลุ่มเห็นของอร่อยแ้ล้วอดใจไม่ได้<br />
ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ คุณควรมองทั้งในแง่บวกและลบ การมองในแง่ลบ กินเข้าไปแล้วจะอ้วนขึ้นอีก แล้วต้องเหนื่อยกับการออกกำลังกายมากกว่าทุกวัน แค่จ็อกกิ้ง 3 กิโลเมตรก็เหนื่อยแล้ว กินชิ้นนี้เข้าไปเคี้ยวไม่ถึง 3 นาที แต่ต้องวิ่งเพิ่มอีกตั้ง 1.5 กิโลเมตร! การมองในแง่บวก โชคดีจังที่ถึงแม้จะกำลังไดเอ็ท แต่เราก็ได้กิน ไม่อด ไม่โหยหาของกินที่อยากกินมานาน เค้กเจ้าอร่อย ขาหมูขึ้นชื่อ ไอศกรีมของโปรด แต่คุณควรกินแค่รู้รส แค่ 2-3 คำก็พอแล้ว ค่อยๆ เคี้ยวให้ซึมซาบทุกรสชาติ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เคี้ยวนานๆ ประมาณ 30-50 ครั้ง</p>
<p>การเคี้ยวนานๆ นอกจากจะทำให้ได้เข้าถึงทุกรสชาติในอาหารจานนั้นแล้ว จะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น โดยที่เราเพิ่งทานข้าวไปได้แค่ครึ่งจานเอง เนื่องจากต่อมที่อยู่ศูนย์กลางสมอง (Hypothalamus) ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลจากตับและกระเพาะอาหาร เมื่อได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายครบแล้ว จะส่งข้อมูลกลับเพื่อบอกว่าอิ่มแล้ว รวมทั้งการเคี้ยวอาหารให้ละเอีียดทำใำห้อาหารถูกดูดซึมได้ง่ายและเร็ว ซึ่งทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น</p>
<p>กลุ่มขาดแรงจูงใจ<br />
ให้หาเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ดูรูปเก่าๆ แล้วบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าเราต้องกลับมามีหุ่นแบบนี้ให้ได้อย่างแน่นอน ให้ตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจน เช่น จะลดน้ำหนักให้ลงไป 5 กิโลกรัมภายในปีหน้า แล้วแบ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้นเป็นช่วงๆ เช่น เดือนละครึ่งกิโลกรัม แล้วให้รางวัลกับตัวเอง เช่น ซื้อกระโปรง กางเกงใหม่ที่อยากได้แต่ไม่เคยใส่ได้</p>
<p>กลุ่มขาดกำลังใจ<br />
สร้่างกำลังใจให้ตัวเอง เช่น ดูคนที่อ้วนกว่า แล้วบอกกับตัวเองตอนนี้เราก็ผอมกว่าเขา เปรียบเทียบเป็นช่วงสั้นๆ เช่น ถ้าลดน้ำหนักลงได้แล้วก็บอกกับตัวเองว่า เราลดน้ำหนักได้แล้ว ให้กำลังใจตัวเองทุกครั้งที่ทำสำเร็จ</p>
<p>ให้เขียนบันทึกไว้ในกระดาษ ชมตัวเอง บอกถึงความรู้สึกดีใจ ประทับใจที่เราทำให้ถึงเป้าหมายในระยะสั้นๆ และเพราะอะไรเราถึงทำในสิ่งที่เราตั้งใจไว้ได้สำเร็จ แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ ให้เขียนถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นที่ทำให้ทำไม่ถึงเป้าหมาย หรือมีการทำโทษตัวเองเล็กน้อย ให้อ่านก่อนนอนและดูภาพที่ฝันไว้ก่อนนอน ซึ่งจะเป็นการปลูกจิตใต้สำนึก (Subconscious) ตัวเอง</p>
<p>หากำลังใจจากคนรอบข้าง เมื่อน้ำหนักเริ่มลดลงจะได้รับคำชมจากคนรอบข้าง ให้จดบันทึกเอาไว้แล้วกลับมาอ่านซ้ำๆ คำชมเหล่านี้เอามาบันทึกไว้ให้หมด และเหมือนเดิมค่ะ เอามาอ่านก่อนนอนค่ะ</p>
<p>ลองเริ่มจากวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่ตรงกับจริตของคุณดูนะคะ แต่ที่แน่ๆ สุขภาพของคุณน่าจะดีขึ้นด้วยค่ะ</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ablehealth11.blogspot.com</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1412</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
