<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดั้งโด่งดอทคอม &#187; ดูแลสุขภาพ</title>
	<atom:link href="http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;tag=%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://info.dungdong.com</link>
	<description>เว็บรีวิวศัลยกรรมอันดับ 1</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Sep 2014 08:25:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.0.38</generator>
	<item>
		<title>บิกินี่แว็กซ์ ใครว่าไม่สำคัญ</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=2921</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=2921#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 20:30:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[กำจัดขน]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[บิกินี่]]></category>
		<category><![CDATA[แว็กซ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=2921</guid>
		<description><![CDATA[บิกินี่แว็กซ์ ใครว่าไม่สำคัญ (e-magazine) แม้จะเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ได้คิดไปอวดใคร แต่รู้ไหมขนบริเวณภายใต้บิกินี่ตัวน้อยนี้ ก็สร้างความกังวลใจให้กับคุณผู้หญิงอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่สามีภรรยาที่มีรสนิยมชอบ Oral Sex ที่แม้จะรักกันอย่างไรการปล่อยให้มีขนรุงรัง สะสมกลิ่นอับชื้นก็อาจกระทบอารมณ์เซ็กส์ให้หดหายไปได้ ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับการกำจัดขนในที่ลับกันหน่อยเป็นไง สารพัดวิธีกำจัดขน  การถอน การแวกซ์ และการใช้ลูกกลิ้งไฟฟ้า การกำจัดขนด้วยวิธีเหล่านี้มักทำให้เกิดความบอบช้ำบริเวณผิวหนัง รวมทั้งการใช้คีมหนีบเนื่องจากเห็นไม่ชัดอาจหนีบลึกเกินไปทำให้รูขุมขนบิดเบี้ยว บวมช้ำ ตีบแคบ เมื่อขนใหม่ยาวขึ้นมาไม่ได้ก็จะมุดลง ทำให้เกิดขนคุด (in grown hair) กลายเป็นตุ่มนูน เกิดอาการคัน ทำให้รำคาญ อดไม่ได้ที่จะมากด บีบ เค้น จนทำให้เกิดเป็นแผลได้ล  ใช้ยาทากำจัดขนทั่วไป ที่มีส่วนผสมของไดซัลไฟด์ ซึ่งจะออกฤทธิ์ไปกัดตรงส่วนต่อระหว่างขนที่โผล่พ้นผิวหนังให้หลุดออกมา ปกติแล้วยาทากำจัดขนเหล่านี้มักมีส่วนผสมของสารหลายชนิดที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังในบริเวณที่บอบบาง ทำให้เกิดผื่นแพ้ได้ง่าย  การโกน วิธีนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ้พราะเป็นส่วนที่บอบบางมาก พอเกิดความรำคาญใจกับผลที่ได้จากการกำจัดขนต่างๆ เหล่านี้ บางคนก็เลือกที่จะหันมากำจัดขนถาวรเพื่อช่วยให้สะดวก และสบายใจมากขึ้นด้วยหลายเหตุผล เช่น ต้องการกำจัดขนบริเวณบิกินี่ไลน์ บางคนมีขนเยอะทำให้เกิดกลิ่นอับขึ้นได้ง่ายก็จะมากำจัดให้ลดลง หรือทำเพื่อความสวยงาม แต่งให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ เช่น รูปหัวใจ หรือกำจัดออกทั้งหมด ซึ่งบางครั้งก็เกิดจากความต้องการของคู่สมรสเอง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีสามีเป็นชาวต่างชาติ สำหรับคนที่คิดจะทำต้องทำความเข้าใจก่อนว่าปริมาณขนที่งอกออกมาให้เห็นนั้นมีเพียง 20% เท่านั้น ไม่ใช่ปริมาณขนทั้งหมดที่มี [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div></div>
<p>บิกินี่แว็กซ์ ใครว่าไม่สำคัญ (e-magazine)</p>
<p><span id="more-2921"></span><br />
แม้จะเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ได้คิดไปอวดใคร แต่รู้ไหมขนบริเวณภายใต้บิกินี่ตัวน้อยนี้ ก็สร้างความกังวลใจให้กับคุณผู้หญิงอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่สามีภรรยาที่มีรสนิยมชอบ Oral Sex ที่แม้จะรักกันอย่างไรการปล่อยให้มีขนรุงรัง สะสมกลิ่นอับชื้นก็อาจกระทบอารมณ์เซ็กส์ให้หดหายไปได้ ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับการกำจัดขนในที่ลับกันหน่อยเป็นไง</p>
<p>สารพัดวิธีกำจัดขน</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/ann-15420.gif" alt="" width="13" height="13" border="0" /> การถอน การแวกซ์ และการใช้ลูกกลิ้งไฟฟ้า การกำจัดขนด้วยวิธีเหล่านี้มักทำให้เกิดความบอบช้ำบริเวณผิวหนัง รวมทั้งการใช้คีมหนีบเนื่องจากเห็นไม่ชัดอาจหนีบลึกเกินไปทำให้รูขุมขนบิดเบี้ยว บวมช้ำ ตีบแคบ เมื่อขนใหม่ยาวขึ้นมาไม่ได้ก็จะมุดลง ทำให้เกิดขนคุด (in grown hair) กลายเป็นตุ่มนูน เกิดอาการคัน ทำให้รำคาญ อดไม่ได้ที่จะมากด บีบ เค้น จนทำให้เกิดเป็นแผลได้ล</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/ann-15420.gif" alt="" width="13" height="13" border="0" /> ใช้ยาทากำจัดขนทั่วไป ที่มีส่วนผสมของไดซัลไฟด์ ซึ่งจะออกฤทธิ์ไปกัดตรงส่วนต่อระหว่างขนที่โผล่พ้นผิวหนังให้หลุดออกมา ปกติแล้วยาทากำจัดขนเหล่านี้มักมีส่วนผสมของสารหลายชนิดที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังในบริเวณที่บอบบาง ทำให้เกิดผื่นแพ้ได้ง่าย</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/ann-15420.gif" alt="" width="13" height="13" border="0" /> การโกน วิธีนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ้พราะเป็นส่วนที่บอบบางมาก พอเกิดความรำคาญใจกับผลที่ได้จากการกำจัดขนต่างๆ เหล่านี้ บางคนก็เลือกที่จะหันมากำจัดขนถาวรเพื่อช่วยให้สะดวก และสบายใจมากขึ้นด้วยหลายเหตุผล เช่น ต้องการกำจัดขนบริเวณบิกินี่ไลน์ บางคนมีขนเยอะทำให้เกิดกลิ่นอับขึ้นได้ง่ายก็จะมากำจัดให้ลดลง หรือทำเพื่อความสวยงาม แต่งให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ เช่น รูปหัวใจ หรือกำจัดออกทั้งหมด ซึ่งบางครั้งก็เกิดจากความต้องการของคู่สมรสเอง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีสามีเป็นชาวต่างชาติ</p>
<p>สำหรับคนที่คิดจะทำต้องทำความเข้าใจก่อนว่าปริมาณขนที่งอกออกมาให้เห็นนั้นมีเพียง 20% เท่านั้น ไม่ใช่ปริมาณขนทั้งหมดที่มี เพราะใต้ผิวหนังยังมีรากสำรองที่ยังไม่เจริญเติบโตหรืออยู่ในระยะพักอีก 80% ดังนั้นก่อนที่จะมาทำต้องหยุดกำจัดขน ประมาณ 1-2 อาทิตย์หรือหยุดเท่าที่พอจะห้ามใจได้ เพื่อให้ขนขึ้นเห็นชัดเจนและมีปริมาณมากพอในการทำแต่ละครั้ง</p>
<p>กำจัดขนแบบถาวร</p>
<p>สำหรับผู้ที่เบื่อจะต้องมานั่งกำจัดขนอยู่เป็นประจำ การกำจัดขนแบบถาวรก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดนในปัจจุบันนี้มีให้เลือก 2 แบบ คือ</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/bullet0218.gif" alt="" border="0" /> 1. เลเซอร์ มีหลายชนิดแต่ที่ได้ผลดีแนะนำเป็น yag laser มีหัวเลเซอร์ขนาดใหญ่ขึ้น ประมาณ 10-18 มิลลิเมตร ยิง 1 shot จะได้ครั้งละหลายเส้น (ขนตรงบริเวณอวัยวะ 1 ตารางเซนติเมตร มีประมาณ 80 เส้น) โดยแสงเลเซอร์จะไปจับเม็ดสี (pigment) ของขนได้ในระยะ anagen ที่ใต้ผิวหนัง (จึงต้องให้หยุดกำจัดขนด้วยตัวเองก่อน) เพราะถ้าเป็นระยะอื่นจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เมื่อพร้อมแล้วแพทย์จะทายาชาให้ หลังจากนั้นรอยาออกฤทธิ์ประมาณครึ่งชั่วโมง – 1 ชั่วโมง ใช้เวลายิงเลเซอร์ประมาณ 5 นาที หรือขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ต้องการให้ทำ</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/bullet0218.gif" alt="" border="0" /> 2. คลื่นวิทยุ RF การใช้คลื่นวิทยุกำจัดขนถาวรเหมาะสำหรับบิกินี่ไลน์ และการแต่งให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ผลพลอยได้คือ ผิวหนังตรงบริเวณที่ทำจะแห้งขึ้นเพราะต่อมเหงื่อจะถูกกำจัดไปด้วยบางส่วนสำหรับการกำจัดขนถาวรด้วยคลื่นวิทยุนี้ แพทย์ต้องฉีดยาชาให้ เพราะขั้นตอนการทำเจ็บกว่าการยิงเลเซอร์ (หมายความว่าเลเซอร์ก็เจ็บด้วยเหมือนกันนะ) แต่จะทำได้ค่อนข้างคมและเนียนกว่า</p>
<p>ทั้งนี้ การกำจัดขนแต่ละครั้ง ปริมาณของขนไม่พึงประสงค์จะลดลงครั้งละ 20% หากใครที่ต้องการให้ลดลงก็อาจจะทำ 3-4 ครั้ง หรือจนกว่าจะพอใจ ส่วนคนที่ต้องการให้เนียนเลยประมาณ 5-7 ครั้ง ก็จะหมด (ขึ้นอยู่กับสีผิว ความแข็งแรงของรากขนและความหนาแน่น)</p>
<p>ส่วนในเรื่องของผลข้างเคียงจากการกำจัดขนถาวรก็มีอยู่เช่นกันอย่าง การใช้เลเซอร์อาจเห็นรอยแดงประมาณ 1 วัน แต่ถ้าเป็นคลื่นวิทยุรอยแดงจะอยู่ประมาณ 2-7 วัน ก็จะหาย และในเรื่องของค่าใช้จ่าย สำหรับเลเซอร์ถ้ากำจัดขนถาวรทั้งหมด จะอยู่ที่ราคาประมาณ 8,000 บาทต่อครั้ง ขณะที่การใช้คลื่นวิทยุ อาจต้องซื้อเข็มเล่มละ 2,200 บาท (ใช้เฉพาะบุคคล) คิดราคาแบบจับเวลาชั่วโมงละ 3,000 บาท ถ้าเป็นบิกินี่ไลน์ ครั้งละ 5,000 บาท ซึ่งวิธีไหนจะเหมาะกับคุณก็คงต้องตัดสินใจกันเอาเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอบคุณ Credit ข้อมูลจาก</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/logo-kapook37.png" alt="Kapook" /></strong><br />
ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info<br />
ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=2921</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เติมใจให้เต็มด้วย&#8230;</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1446</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1446#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 01:05:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตใจดี]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพดี]]></category>
		<category><![CDATA[เติมใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1446</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 ในยุคนี้ ชั่วโมงนี้ คงไม่มีใครไม่เคยได้ยิน ได้รู้จักสิ่งที่มีชื่อเรียกว่า แอคเซสซอรีส์ (Accessories) ฟังดูคล้ายคลึงกับคำว่า Necessary ที่แปลว่า &#8220;จำเป็น&#8221; แต่ว่าความหมายต่างกันจนแทบจะตรงกันข้ามก็ว่าได้ ถึงจะไม่มี ก็ใช่ว่าจะเดือดร้อนแต่อย่างใด หมวดหมู่สินค้าประเภทเครื่องแต่งกายชาย หญิง มีกลุ่มสินค้าที่เรียกว่า Accessories หมวดหมู่สินค้าประเภทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ มีกลุ่มสินค้าที่เรียกว่า Accessories แม้กระทั่งหมวดหมู่คอมพิวเตอร์ Desktop Notebook Netbook เครื่องเล่น mp3 โทรศัพท์มือถือ ก็ยังมี Accessories โถสุขภัณฑ์มี Accessories เป็นอุปกรณ์ช่วยในการชำระสิ่งซึ่งสกปรกของผู้ใช้ด้วยพลังแห่งลม ความร้อนและน้ำ ในความหมายและประโยชน์ที่ได้รับจากสิ่งซึ่งเป็นตัวเสริมเหล่านี้ มักเป็นไปเพื่อให้เกิดการใช้งานไปในทางที่ดีขึ้น สะดวกรวดเร็วขึ้นหรือสวยงามมากกว่าเดิม ลองมองกลับมาที่สิ่งซึ่งใกล้ตัวมากที่สุด คือ จิตใจ หากสมมติว่าจะเพิ่ม Accessories ให้แก่จิตใจ เพื่อให้เกิดความสุข ความสงบและพัฒนาระดับจิตใจให้สูงขึ้น ให้ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาในชาจินี้แล้ว อุปกรณ์เสริมที่ควรเลือกสรรมาประดับจิตใจให้สวยงามขึ้น คงจะได้แก่ การมองโลกในแง่บวก บนพื้นฐานของความจริง ความรู้สึกหวังดี [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1</p>
<p>ในยุคนี้ ชั่วโมงนี้ คงไม่มีใครไม่เคยได้ยิน ได้รู้จักสิ่งที่มีชื่อเรียกว่า แอคเซสซอรีส์ (Accessories) ฟังดูคล้ายคลึงกับคำว่า Necessary ที่แปลว่า &#8220;จำเป็น&#8221; แต่ว่าความหมายต่างกันจนแทบจะตรงกันข้ามก็ว่าได้ ถึงจะไม่มี ก็ใช่ว่าจะเดือดร้อนแต่อย่างใด</p>
<p><span id="more-1446"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=2015" rel="attachment wp-att-2015"><img class="alignnone size-medium wp-image-2015" title="woman-drinking-water-2" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/woman-drinking-water-2-300x224.jpg" alt="" width="300" height="224" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>หมวดหมู่สินค้าประเภทเครื่องแต่งกายชาย หญิง มีกลุ่มสินค้าที่เรียกว่า Accessories<br />
หมวดหมู่สินค้าประเภทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ มีกลุ่มสินค้าที่เรียกว่า Accessories<br />
แม้กระทั่งหมวดหมู่คอมพิวเตอร์ Desktop Notebook Netbook เครื่องเล่น mp3 โทรศัพท์มือถือ ก็ยังมี Accessories<br />
โถสุขภัณฑ์มี Accessories เป็นอุปกรณ์ช่วยในการชำระสิ่งซึ่งสกปรกของผู้ใช้ด้วยพลังแห่งลม ความร้อนและน้ำ<br />
ในความหมายและประโยชน์ที่ได้รับจากสิ่งซึ่งเป็นตัวเสริมเหล่านี้ มักเป็นไปเพื่อให้เกิดการใช้งานไปในทางที่ดีขึ้น สะดวกรวดเร็วขึ้นหรือสวยงามมากกว่าเดิม</p>
<p>ลองมองกลับมาที่สิ่งซึ่งใกล้ตัวมากที่สุด คือ จิตใจ หากสมมติว่าจะเพิ่ม Accessories ให้แก่จิตใจ เพื่อให้เกิดความสุข ความสงบและพัฒนาระดับจิตใจให้สูงขึ้น ให้ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาในชาจินี้แล้ว อุปกรณ์เสริมที่ควรเลือกสรรมาประดับจิตใจให้สวยงามขึ้น คงจะได้แก่</p>
<ul>
<li>การมองโลกในแง่บวก บนพื้นฐานของความจริง</li>
<li>ความรู้สึกหวังดี ประสงค์ดีต่อผู้อื่น</li>
<li>ความมีน้ำใจ รู้จักการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน</li>
<li>การเคารพในความเป็นคน ไม่ว่าจะต่างชนชั้น เผ่าพันธุ์</li>
</ul>
<p>เมื่อติดตั้งอุปกรณ์เสริมข้างต้นให้กับจิตใจแล้ว สิ่งที่เกิดตามมาโดยอัตโนมัติ คือ การแสดงออกที่ดี ทั้งการพูดและการกระทำ ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น โดยสรุป คือ คิดดี พูดดี ทำดี (Attitude-Feeling-Behavior)</p>
<p>สังคมที่ดีเกิดจากหน่วยเล็กๆ ของสังคมที่ดี เมื่อผู้อื่นกระทำดีต่อเรา เราย่อมรู้สึกดีและมีทัศนคติในทางที่ดีต่อเขา (Behavior-Feeling-Attitude) และได้เป็นแบบอย่างที่ดีกับเยาวชน ผู้ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ</p>
<p>ใบไม้ร่วงใบเดียว ยังสะเทือนไปถึงดวงดาวได้ ขึ้นปีใหม่แล้ว ถือโอกาสให้ของขวัญกับจิตใจของตัวเอง น่าจะเป็นการเริ่มต้นของปีที่ดีกว่าเดิม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ablehealth11.blogspot.com</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1446</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้จักเรื่องเครียดๆ ของความเครียด</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1436</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1436#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 00:52:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1436</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล เริ่มต้นปีใหม่ ยังมีเรื่องคาใจที่เกี่ยวกับบ้านเมืองของเราที่กำลังประสบปัญหารอบด้าน ทั้งภายในและภายนอกรวมถึงนอกภูมิภาคด้วย เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นระดับโลก เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ที่สามารถเข้ามารุมเร้าจิตใจจนเกิดความเครียดขึ้น &#160; คำว่า &#8220;เครียด&#8221; จึงเป็นคำที่ถึงแม้จะพูดกันอยู่แทบทุกวัน แต่ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาให้พูดบ่อยขึ้นและมีคนสนใจกันมากขึ้น เพราะส่งผลกระทบแทบจะทุกคนแล้ว หลายคนมักจะเข้าใจว่าความเครียดเป็นโรคอย่างหนึ่ง และบางที่ใช้คำว่า &#8220;โรคเครียด&#8221; ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นความเข้าใจผิด เพราะความเครียดไม่ใช่โรค หากแต่ความเครียดเป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่จำเพาะของร่างกายต่อสิ่งใดๆ ที่มาเรียกร้องต่อมัน ความเครียดเกิดจากอะไร ความเครียดมาจากหลายแหล่ง ซึ่งอาจมาจากภายนอกหรือภายในร่างกายเองก็ได้ สิ่งที่สำคัญที่เป็นต้นตอของความเครียด ก็คือ การไม่สมหวังในสิ่งที่คาดหวังไว้ การมีชีวิตอยู่บนความหวัง (Epectation) จะทำให้ทุกข์ได้ง่ายกว่าการมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง (Hopeful) ซึ่งประเด็นหลังมักจะไม่มีเงื่อนไขของการได้รับผลตอบแทนเท่ากับความคาดหวัง เมื่อเกิดปัญหาจากการที่ไม่สมหวังแล้ว ปฏิกิริยาของจิตใจคนเราก็จะนำไปสู่ความทุกข์ใจ (Suffering) ตามมาได้ จนอาจจะนำไปสู่ภาวะวิกฤติได้ ผลกระทบของความเครียด ความเครียดไม่ใช่โรคภัยโดยตัวของมันเอง แต่อาจนำไปสู่การเจ็บป่วยได้มากมายหลายอย่าง ทั้งทางกายและทางจิต เมื่อร่างกายเผชิญความเครียดจะมีปฏิกิริยาตอบสนองในด้านสรีรวิทยา และการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนและสารเคมีบางอย่าง ระยะสั้นก็คือ การเตรียมพร้อมเื่พื่อการต่อสู้หรือการหนีจากภยันตราย เป็นการรักษาตัวเพื่อความอยู่รอด หากเผชิญความเครียดที่รุนแรงหรือยาวนานเกินไปก็กลายเป็นโทษต่อร่างกายได้ เช่น อาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้ในที่สุด เนื่องจากทำให้เกิดความแปรปรวนของระบบสารสื่อประสาทในสมองได้ โรคทางกายที่สัมพันธ์กับความเครียดมีหลายโรค เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันเลือดสูง [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล</p>
<p>เริ่มต้นปีใหม่ ยังมีเรื่องคาใจที่เกี่ยวกับบ้านเมืองของเราที่กำลังประสบปัญหารอบด้าน ทั้งภายในและภายนอกรวมถึงนอกภูมิภาคด้วย เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นระดับโลก เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ที่สามารถเข้ามารุมเร้าจิตใจจนเกิดความเครียดขึ้น</p>
<p><span id="more-1436"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1982" rel="attachment wp-att-1982"><img class="alignnone size-medium wp-image-1982" title="Vitamins-Herbs-for-Circulation (1)" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/Vitamins-Herbs-for-Circulation-1-199x300.jpg" alt="" width="199" height="300" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คำว่า &#8220;เครียด&#8221; จึงเป็นคำที่ถึงแม้จะพูดกันอยู่แทบทุกวัน แต่ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาให้พูดบ่อยขึ้นและมีคนสนใจกันมากขึ้น เพราะส่งผลกระทบแทบจะทุกคนแล้ว หลายคนมักจะเข้าใจว่าความเครียดเป็นโรคอย่างหนึ่ง และบางที่ใช้คำว่า &#8220;โรคเครียด&#8221; ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นความเข้าใจผิด เพราะความเครียดไม่ใช่โรค หากแต่ความเครียดเป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่จำเพาะของร่างกายต่อสิ่งใดๆ ที่มาเรียกร้องต่อมัน</p>
<p>ความเครียดเกิดจากอะไร<br />
ความเครียดมาจากหลายแหล่ง ซึ่งอาจมาจากภายนอกหรือภายในร่างกายเองก็ได้ สิ่งที่สำคัญที่เป็นต้นตอของความเครียด ก็คือ การไม่สมหวังในสิ่งที่คาดหวังไว้ การมีชีวิตอยู่บนความหวัง (Epectation) จะทำให้ทุกข์ได้ง่ายกว่าการมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง (Hopeful) ซึ่งประเด็นหลังมักจะไม่มีเงื่อนไขของการได้รับผลตอบแทนเท่ากับความคาดหวัง เมื่อเกิดปัญหาจากการที่ไม่สมหวังแล้ว ปฏิกิริยาของจิตใจคนเราก็จะนำไปสู่ความทุกข์ใจ (Suffering) ตามมาได้ จนอาจจะนำไปสู่ภาวะวิกฤติได้</p>
<p>ผลกระทบของความเครียด<br />
ความเครียดไม่ใช่โรคภัยโดยตัวของมันเอง แต่อาจนำไปสู่การเจ็บป่วยได้มากมายหลายอย่าง ทั้งทางกายและทางจิต</p>
<p>เมื่อร่างกายเผชิญความเครียดจะมีปฏิกิริยาตอบสนองในด้านสรีรวิทยา และการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนและสารเคมีบางอย่าง ระยะสั้นก็คือ การเตรียมพร้อมเื่พื่อการต่อสู้หรือการหนีจากภยันตราย เป็นการรักษาตัวเพื่อความอยู่รอด หากเผชิญความเครียดที่รุนแรงหรือยาวนานเกินไปก็กลายเป็นโทษต่อร่างกายได้ เช่น อาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้ในที่สุด เนื่องจากทำให้เกิดความแปรปรวนของระบบสารสื่อประสาทในสมองได้ โรคทางกายที่สัมพันธ์กับความเครียดมีหลายโรค เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันเลือดสูง แผลในกระเพาะอาหาร แผลในลำไส้ใหญ่ ท้องร่วง หอบหืด คันตามผิวหนัง อาการปวดศีรษะ (ที่พบบ่อย คือ ไมเกรน) ฯลฯ</p>
<p>สำหรับโรคทางจิตเวชที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด เช่น โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคซึมเศร้า โรคจิต โรคอารมณ์แปรปรวน ฯลฯ ซึ่งโรคเหล่านี้ผู้ป่วยมักมีอาการเครียดร่วมด้วยเสมอ และความเครียดเองก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคนี้หรือดีขึ้นแล้วอาจจะกลับมาป่วยใหม่ได้อย่างมาก</p>
<p>การจัดการกับความเครียด<br />
มีวิธีจัดการกับความเครียดมากมาย ซึ่งมีทั้งง่าย ทั้งยาก หลากหลายวิธี แต่ส่วนใหญ่มักเป็นวิธีที่เกิดจากการแก้ที่ปลายเหตุมากกว่า วิธีจัดการกับความเครียดที่ดีที่สุด คือ การค้นหาสาเหตุของความเครียดให้เจอว่าเกิดจากอะไรแน่ ส่วนใหญ่มักเกิดจากปัญหาภายในจิตใจของคนคนนั้นเสียมากกว่า การไม่สามารถทำใจได้กับความสูญเสีย การไม่สามารถจัดการกับความอยากมีอยากได้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน</p>
<p>วิธีการที่น่าจะเป็นผลดีที่สุด คือ การตระหนักรู้และเข้าใจถึงต้นตอของปัญหา และการมีความยืดหยุ่นให้กับชีวิตบ้าง อย่าให้ชีวิตต้องมีความสุขเพราะตนเองมีความเพรียบพร้อม ถ้าไม่ได้ก็จะเครียด ถ้าคิดแค่นี้รับรองว่าคงต่อสู้กับกิเลสตัณหาของการเป็นมนุษย์ที่หาวันสิ้นสุดไม่ได้ พยายามให้เวลากับการดูแลสุขภาพของตนเองทั้งสุขภาพกายและใจ รวมทั้งแบ่งปันความสุข ความปรารถนาดีให้กับคนที่อยู่รอบข้างด้วย หัดเรียนรู้ว่าการแสวงหาความสุขมิใช่มาจากการได้เพียงอย่างเดียว การให้ก็เป็นอีกมุมหนึ่งที่ทำให้มีความสุขได้รวดเร็วกว่า</p>
<p>ความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับชีวิตเราทุกคน ไม่มีใครหลีกหนีความเครียดไปได้ การปราศจากชีวิตเท่านั้นที่ทำให้หมดความเครียดลงได้ ในความเป็นจริงแล้ว ความเครียดเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คนมีความกระตือรือร้น และทำให้โลกมีการพัฒนาต่อไป</p>
<p>เราคงต้องอยู่กับความเครียดต่อไป เหมือนอยู่กับเชื้อโรค เช่น ไวรัส แบคทีเรีย ที่อยู่รอบๆ ตัวเราและในตัวเรา ส่วนใหญ่แล้วมันไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อเรา ยกเว้นบางครั้งบางคราที่เกิดการเสียสมดุลเท่านั้นเอง ที่ความเครียดทำให้เกิดโรคขึ้นมา</p>
<p>หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่มีความเครียดมากจนไม่สามารถจะปรับใจให้คิดในทางบวกได้ และส่งผลกระทบที่ค่อนข้างรุนแรงต่อสุขภาพจิตแล้ว ก็ควรหาทางมาปรึกษากับบุคลากรทางด้านการดูแลสุขภาพจิต ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยได้เป็นอย่างดี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ablehealth11.blogspot.com</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1436</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หงุดหงิด-กินจุ ก่อนเมนส์มา</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1429</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1429#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 00:45:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนเมนส์มา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ประจำเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[หงุดหงิด-กินจุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1429</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์เกือบทุกคน คงคุ้นเคยกับอาการทางร่างกายและจิตใจ ที่เปลี่ยนแปลงในช่วงก่อนมีรอบเดือน บางคนเกิดช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนมีรอบเดือน บางคน 10 วัน ก่อนที่จะมีรอบเดือน &#160; &#8220;เลือดจะไป ลมจะมา&#8221; ตามหลักการทำงานของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นเป็นวงจร วงจรละประมาณ 28-30 วันนั้น ทำให้เกิดผลทางร่างกายและอารมณ์หลายอย่าง ซึ่งโดยมากเป็นอาการทางจิตใจที่พบบ่อย คือ หงุดหงิดง่าย รู้สึกไวต่อความรำคาญทุกชนิดอย่างที่ปกติไม่เคยรู้สึก ไม่ว่าจะกับเพื่อนร่วมงาน คนใกล้ชิด พนักงานเสิร์ฟอาหาร คนรับใช้ เพื่อนร่วมท้องถนน ฯลฯ เครียด วิตกกังวลหลายเรื่อง บางครั้งเรื่องไม่เป็นเรื่องก็เอามานั่งคิดให้สมองทำงานหนัก โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ยิ่งคิดแล้วยิ่งหาทางออกไม่เจอ แต่กลับเจอปัญหาเพิ่มขึ้นอีก เบื่อหน่าย ท้อแท้ เศร้า รู้สึกว่าชีวิตตีบตัน ไม่อยากทำอะไรๆ ที่เคยอยากทำ &#8220;ขี้เกียจ&#8221; เป็นคำที่ใช้รองรับอารมณ์นี้ แต่จริงๆ แล้วไม่อยากทำ คิดว่าทำไปก็ไม่รู้สึกสนุก ฯลฯ สำหรับคุณผู้หญิงที่มีอาการดังกล่าวนานเกินสิบกว่าวันก่อนที่จะมีประจำเดือน ลองคำนวณดูจะพบว่าในเดือนเดือนหนึ่ง คุณจะมีช่วงปกติแค่เพียงสองสัปดาห์เท่านั้น แล้วในช่วงชีวิตหนึ่งคงมีช่วงปกติแค่เพียงครึ่งชีวิต แต่ไม่เป็นไร เพราะหลังอ่านคอลัมน์นี้จบ คุณจะรู้ว่ามันก็แค่การเปลี่ยนแปลงของสารเคมี [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1</p>
<p>ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์เกือบทุกคน คงคุ้นเคยกับอาการทางร่างกายและจิตใจ ที่เปลี่ยนแปลงในช่วงก่อนมีรอบเดือน บางคนเกิดช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนมีรอบเดือน บางคน 10 วัน ก่อนที่จะมีรอบเดือน</p>
<p><span id="more-1429"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1988" rel="attachment wp-att-1988"><img class="alignnone size-medium wp-image-1988" title="Healthy-Living-with-attribute-Sleep" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/Healthy-Living-with-attribute-Sleep-300x177.jpg" alt="" width="300" height="177" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;เลือดจะไป ลมจะมา&#8221; ตามหลักการทำงานของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นเป็นวงจร วงจรละประมาณ 28-30 วันนั้น ทำให้เกิดผลทางร่างกายและอารมณ์หลายอย่าง ซึ่งโดยมากเป็นอาการทางจิตใจที่พบบ่อย คือ</p>
<ul>
<li>หงุดหงิดง่าย รู้สึกไวต่อความรำคาญทุกชนิดอย่างที่ปกติไม่เคยรู้สึก ไม่ว่าจะกับเพื่อนร่วมงาน คนใกล้ชิด พนักงานเสิร์ฟอาหาร คนรับใช้ เพื่อนร่วมท้องถนน ฯลฯ</li>
<li>เครียด วิตกกังวลหลายเรื่อง บางครั้งเรื่องไม่เป็นเรื่องก็เอามานั่งคิดให้สมองทำงานหนัก โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ยิ่งคิดแล้วยิ่งหาทางออกไม่เจอ แต่กลับเจอปัญหาเพิ่มขึ้นอีก</li>
<li>เบื่อหน่าย ท้อแท้ เศร้า รู้สึกว่าชีวิตตีบตัน ไม่อยากทำอะไรๆ ที่เคยอยากทำ &#8220;ขี้เกียจ&#8221; เป็นคำที่ใช้รองรับอารมณ์นี้ แต่จริงๆ แล้วไม่อยากทำ คิดว่าทำไปก็ไม่รู้สึกสนุก ฯลฯ</li>
</ul>
<p>สำหรับคุณผู้หญิงที่มีอาการดังกล่าวนานเกินสิบกว่าวันก่อนที่จะมีประจำเดือน ลองคำนวณดูจะพบว่าในเดือนเดือนหนึ่ง คุณจะมีช่วงปกติแค่เพียงสองสัปดาห์เท่านั้น แล้วในช่วงชีวิตหนึ่งคงมีช่วงปกติแค่เพียงครึ่งชีวิต</p>
<p>แต่ไม่เป็นไร เพราะหลังอ่านคอลัมน์นี้จบ คุณจะรู้ว่ามันก็แค่การเปลี่ยนแปลงของสารเคมี และในเมื่อร่างกายนี้ ชีิวิตนี้ รวมทั้งอารมณ์ ความรู้สึกนี้ล้วนแต่เป็นของเรา (Feelings belong to us) ดังนั้น เราจึงมีความชอบธรรมที่จะควบคุม เปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้นได้</p>
<p>กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนมีรอบเดือน (Premenstrual Syndrome หรือ PMS) ประกอบด้วยอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดตามตัว แน่นท้อง เจ็บเต้านม หิวบ่อย กินจุ นอนไม่หลับ จมูกไวต่อการรับกลิ่น ส่วนอาการทางจิตใจและอารมณ์ เช่น หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ เครียด วิตกกังวล ซึมเศร้าไม่มีสาเหตุ อารมณ์แปรปรวน ทั้งหลายนี้รวมเรียกว่า Premenstrual Dysphoric Disorder หรือ PMDD</p>
<p>โดยพบว่า PMDD จะเกิดง่ายขึ้นถ้ามีปัจจัยเสี่ยง เช่น การดื่มกาแฟมากๆ การสูบบุหรี่ ความเครียด อายุที่มากขึ้น ภาวะขาดวิตามินและประวัติบุคคลในครอบครัวที่มีอาการ PMDD</p>
<p>วิธีป้องกัน ได้แก่</p>
<ul>
<li>รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ไม่ขาดวิตามินและแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม (ได้จากการดื่มนม กินปลาเล็กปลาน้อยทั้งก้าง งา ผักใบเขียวเข้ม)</li>
<li>หลีกเลี่ยงอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง</li>
<li>ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ</li>
<li>หลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ทำให้เครียด</li>
<li>หลีกเลี่ยงกาแฟ บุหรี่และสุรา</li>
<li>รักษาน้ำหนักไม่ให้อ้วน</li>
</ul>
<p>เมื่อเกิดอาการขึ้นแล้ว วิธีการบำบัดรักษาพื้นฐาน ได้แก่</p>
<ul>
<li>หลีกเลี่ยงของหวาน กาแฟ บุหรี่ สุรา รับประทานผักสด ผลไม้ ธัญพืช หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม นมสด หลีกเลี่ยงเนื้อแดง แนะนำให้รับประทานอาหารมื้อละน้อยๆ อย่ารับประทานครั้งละมากๆ</li>
<li>รับประทานอาหารให้เป็นเวลา เพื่อป้องกันท้องอืด</li>
<li>ออกกำลังกายวันละ 30 นาที เบาๆ ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนัก</li>
<li>พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด</li>
<li>ถ้าพบว่าอาการเป็นรุนแรงและรบกวนชีวิตประจำวันมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยการรับประทานยา</li>
</ul>
<p>อย่าปล่อยให้อารมณ์หงุดหงิดช่วงก่อนมีประจำเืดือน มารบกวนความสุขในการใช้ชีวิตประจำวันของคุณเลยนะคะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ablehealth11.blogspot.com</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1429</wfw:commentRss>
		<slash:comments>309</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ออกกำลังกายง่ายๆ ช่วยให้ Fit &amp; Firm</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1417</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1417#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 00:33:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Fit & Firm]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ผอม]]></category>
		<category><![CDATA[สวย]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพดี]]></category>
		<category><![CDATA[ออกกำลังกาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1417</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย คุณอิศรา แก่นพรหม นักสุขศึกษา โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 หนุ่มสาวออฟฟิศอยากออกกำลังกาย แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลากันใช่ไหมคะ ในเทศกาลที่อบอวลไปด้วยความรักปีนี้ เราชวนเขาหรือเธอมาร่วมกันช่วยสร้างความหวานใส แบบสุขภาพดีร่วมกันดีกว่า &#160; กิจวัตรประจำวัน ก็เป็นการออกกำลังกาย ทราบไหมคะ ว่าการทำกิจวัตรประจำวันก็เป็นการออกกำลังกายที่ดี เพียงแต่เราควรทำอย่างต่อเนื่องกัน ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป เพื่อให้เป็นการออกกำลังกายเแบบแอโรบิคส์ (Aerobic Exercise) และออกกำลังกายกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardio Exercise) ซึ่งช่วยให้ระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบขับถ่าย ระบบย่อยอาหาร ระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบดูดซึมอาหารดีขึ้น และยังช่วยให้กล้ามเนื้อ ข้อต่อและกระดูกดีขึ้นอย่างชัดเจน กิจวัตรประจำวันอย่างไหน เผาผลาญแคลอรีไปเท่าไหร่ เรามีข้อมูลมาเล่าให้ฟังตามรายการข้างล่างค่ะ ปริมาณพลังงานที่ใช้ในแต่ละกิจวัตรประจำวัน การเดินทาง 1. เดินขึ้นบันได (15 นาที) ชาย 65 กก. = 150 แคลอรี / 75 กก. = 150 แคลอรี / 85 [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย คุณอิศรา แก่นพรหม นักสุขศึกษา โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1</p>
<p>หนุ่มสาวออฟฟิศอยากออกกำลังกาย แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลากันใช่ไหมคะ ในเทศกาลที่อบอวลไปด้วยความรักปีนี้ เราชวนเขาหรือเธอมาร่วมกันช่วยสร้างความหวานใส แบบสุขภาพดีร่วมกันดีกว่า</p>
<p><span id="more-1417"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1996" rel="attachment wp-att-1996"><img class="alignnone size-full wp-image-1996" title="weight-loss-exercise-foods-1" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/weight-loss-exercise-foods-1.jpg" alt="" width="600" height="409" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>กิจวัตรประจำวัน ก็เป็นการออกกำลังกาย<br />
ทราบไหมคะ ว่าการทำกิจวัตรประจำวันก็เป็นการออกกำลังกายที่ดี เพียงแต่เราควรทำอย่างต่อเนื่องกัน ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป เพื่อให้เป็นการออกกำลังกายเแบบแอโรบิคส์ (Aerobic Exercise) และออกกำลังกายกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardio Exercise) ซึ่งช่วยให้ระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบขับถ่าย ระบบย่อยอาหาร ระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบดูดซึมอาหารดีขึ้น และยังช่วยให้กล้ามเนื้อ ข้อต่อและกระดูกดีขึ้นอย่างชัดเจน</p>
<p>กิจวัตรประจำวันอย่างไหน เผาผลาญแคลอรีไปเท่าไหร่ เรามีข้อมูลมาเล่าให้ฟังตามรายการข้างล่างค่ะ</p>
<p>ปริมาณพลังงานที่ใช้ในแต่ละกิจวัตรประจำวัน</p>
<p>การเดินทาง<br />
1. เดินขึ้นบันได (15 นาที)<br />
ชาย<br />
65 กก. = 150 แคลอรี / 75 กก. = 150 แคลอรี / 85 กก. = 150 แคลอรี<br />
หญิง<br />
45 กก. = 150 แคลอรี / 55 กก. = 150 แคลอรี / 65 กก. = 150 แคลอรี / 75 กก. = 150 แคลอรี</p>
<p>2. เดินบนถนน (10 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 37 แคลอรี / 75 กก. = 43 แคลอรี / 85 กก. = 48 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 25 แคลอรี / 55 กก. = 31 แคลอรี / 65 กก. = 37 แคลอรี / 75 กก. = 43 แคลอรี</p>
<p>เล่นดนตรี (1 ชั่วโมง)<br />
1. ตีกลอง<br />
ชาย 65 กก. = 202 แคลอรี / 75 กก. = 219 แคลอรี / 85 กก. = 236 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 154 แคลอรี /55 กก. = 165 แคลอรี / 65 กก. = 177 แคลอรี /75 กก. = 189 แคลอรี</p>
<p>2. ยืนเล่นกีตาร์ (พลังงาน/น้ำหนัก)<br />
ชาย 65 กก. = 177 แคลอรี (60 กก.) / 75 กก. = 211 แคลอรี (70 กก.) / 85 กก. = 259 แคลอรี</p>
<p>งานบ้าน<br />
1. ถูบ้าน (20 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 75 แคลอรี / 75 กก. = 87 แคลอรี / 75 กก. = 99 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 56 แคลอรี / 55 กก. = 68 แคลอรี / 65 กก. = 81 แคลอรี / 75 กก. = 93 แคลอรี</p>
<p>2. กวาดพื้น (10 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 15 แคลอรี / 75 กก. = 18 แคลอรี / 85 กก. = 20 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 11 แคลอรี / 55 กก. = 13 แคลอรี / 65 กก. = 15 แคลอรี / 75 กก. = 18 แคลอรี</p>
<p>3. ล้างห้องน้ำ (10 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 13 แคลอรี / 75 กก. = 15 แคลอรี / 85 กก. = 17 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 9 แคลอรี / 55 กก. = 11 แคลอรี / 65 กก. = 13 แคลอรี / 75 กก. = 15 แคลอรี</p>
<p>4. รีดผ้า (1 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 250 แคลอรี / 75 กก. = 288 แคลอรี / 85 กก. = 326 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 89 แคลอรี / 55 กก. = 109 แคลอรี / 65 กก. = 129 แคลอรี / 75 กก. = 149 แคลอรี</p>
<p>5. ทำกับข้าว (1 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 187 แคลอรี / 75 กก. = 216 แคลอรี / 85 กก. = 249 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 122 แคลอรี / 55 กก. = 149 แคลอรี / 65 กก. = 176 แคลอรี / 75 กก. = 202 แคลอรี</p>
<p>6. ขุดดิน (10 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 82 แคลอรี / 75 กก. = 95 แคลอรี / 85 กก. = 107 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 57 แคลอรี / 55 กก. = 69 แคลอรี / 65 กก. = 82 แคลอรี / 75 กก. = 95 แคลอรี</p>
<p>กิจกรรมในครอบครัว<br />
1. เดินซื้อของในจตุจักร (2 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 482 แคลอรี / 75 กก. = 522 แคลอรี / 85 กก. = 592 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 335 แคลอรี / 55 กก. = 409 แคลอรี / 65 กก. = 483 แคลอรี / 75 กก. = 586 แคลอรี</p>
<p>2. เดินซื้อกับข้าวในตลาดสด (30 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 160 แคลอรี / 75 กก. = 185 แคลอรี / 85 กก. = 209 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 111 แคลอรี / 55 กก. = 135 แคลอรี / 65 กก. = 160 แคลอรี / 75 กก. = 185 แคลอรี</p>
<p>การเล่นกีฬา<br />
1. เต้นแอโรบิคส์-ปานกลาง (1 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 402 แคลอรี / 75 กก. = 463 แคลอรี / 85 กก. = 525 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 278 แคลอรี / 55 กก. = 340 แคลอรี / 65 กก. = 402 แคลอรี / 75 กก. = 463 แคลอรี</p>
<p>2. เต้นแอโรบิคส์-หนัก (1 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 527 แคลอรี / 75 กก. = 606 แคลอรี / 85 กก. = 689 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 364 แคลอรี / 55 กก. = 446 แคลอรี / 65 กก. = 527 แคลอรี / 75 กก. = 607 แคลอรี</p>
<p>3. ว่ายน้ำ-ท่ากบ (40 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 421 แคลอรี / 75 กก. = 485 แคลอรี / 85 กก. = 550 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 291 แคลอรี / 55 กก. = 356 แคลอรี / 65 กก. = 422 แคลอรี / 75 กก. = 485 แคลอรี</p>
<p>4. ว่ายน้ำ-ท่ากรรเชียง (40 นาที)<br />
ชาย 65 กก. = 438 แคลอรี / 75 กก. = 485 แคลอรี / 85 กก. = 550 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 291 แคลอรี / 55 กก. = 356 แคลอรี / 65 กก. = 422 แคลอรี / 75 กก. = 485 แคลอรี</p>
<p>5. แบดมินตัน (1 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 378 แคลอรี / 75 กก. = 436 แคลอรี / 85 กก. = 494 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 262 แคลอรี / 55 กก. = 320 แคลอรี / 65 กก. = 378 แคลอรี / 75 กก. = 436 แคลอรี</p>
<p>6. ฟุตบอล (1 ชั่วโมง)<br />
ชาย 65 กก. = 514 แคลอรี / 75 กก. = 594 แคลอรี / 85 กก. = 673 แคลอรี<br />
หญิง 45 กก. = 356 แคลอรี / 55 กก. = 436 แคลอรี / 65 กก. = 514 แคลอรี / 75 กก. = 594 แคลอรี</p>
<p>อย่าลืมว่า กิจวัตรประจำวัน ถ้าทำอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาที่เหมาะสม ก็เป็นการออกกำลังกายได้</p>
<p>ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล กองออกกำลังกาย กระทรวงสาธารณสุข</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ablehealth11.blogspot.com</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1417</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
