<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดั้งโด่งดอทคอม &#187; ดูแลตัวเอง</title>
	<atom:link href="http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;tag=%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://info.dungdong.com</link>
	<description>เว็บรีวิวศัลยกรรมอันดับ 1</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Sep 2014 08:25:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.0.38</generator>
	<item>
		<title>คุณต้องการอะไรในชีวิต</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1459</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1459#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 01:15:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป/สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[จุดมุ่งหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ต้องการ]]></category>
		<category><![CDATA[อะไรในชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1459</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 ในความวุ่นวายของชีวิตเมืองทุกวันนี้ &#8220;เรา&#8221; คนส่วนใหญ่ได้ใช้เวลา 1 วัน เท่าๆ กันไปกับอะไร เป็นคำถามที่น้อยคนหรือน้อยครั้งที่คนจะหยุึดคิด ทำงาน กินข้าวเที่ยง ทำงาน กินข้าวเย็น ทำงานบ้าน เข้านอน ฝัน จนกระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกดังอีกครั้งหนึ่ง วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า (คนหลายคน &#8220;ตาย&#8221; โดยไม่ทันรู้ตัว ไม่ทันเตรียมตัว ขณะกำลังวิ่งอยู่ในวงล้อของนาฬิกาปลุก คนอีกหลายคน &#8220;เสมือนตาย&#8221; เพราะไม่เคยไปถึงบ่อแห่งปัญญาได้ว่า &#8220;จริงๆ แล้วชีวิตเราต้องการสิ่งใดแน่) &#160; &#160; ทางทฤษฎีแล้ว การกระทำทุกๆ อย่าง เกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่า &#8220;แรงจูงใจ&#8221; (Motivation) ในทฤษฎีต่างๆ ที่อธิบายเกี่ยวกับความต้องการ (Needs) นั้น พบว่าทฤษฎีที่โดดเด่นและสามารถประยุกต์ใช้ในวงการต่างๆ ได้ คือ ทฤษฎีของ Abraham Maslow (1908-1970) &#160; Maslow ได้แบ่ง Needs [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1</p>
<p>ในความวุ่นวายของชีวิตเมืองทุกวันนี้ &#8220;เรา&#8221; คนส่วนใหญ่ได้ใช้เวลา 1 วัน เท่าๆ กันไปกับอะไร เป็นคำถามที่น้อยคนหรือน้อยครั้งที่คนจะหยุึดคิด</p>
<p>ทำงาน กินข้าวเที่ยง ทำงาน กินข้าวเย็น ทำงานบ้าน เข้านอน ฝัน จนกระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกดังอีกครั้งหนึ่ง วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า (คนหลายคน &#8220;ตาย&#8221; โดยไม่ทันรู้ตัว ไม่ทันเตรียมตัว ขณะกำลังวิ่งอยู่ในวงล้อของนาฬิกาปลุก คนอีกหลายคน &#8220;เสมือนตาย&#8221; เพราะไม่เคยไปถึงบ่อแห่งปัญญาได้ว่า &#8220;จริงๆ แล้วชีวิตเราต้องการสิ่งใดแน่)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span id="more-1459"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=2007" rel="attachment wp-att-2007"><img class="alignnone size-medium wp-image-2007" title="main_health" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/main_health-300x169.jpg" alt="" width="300" height="169" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทางทฤษฎีแล้ว การกระทำทุกๆ อย่าง เกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่า &#8220;แรงจูงใจ&#8221; (Motivation) ในทฤษฎีต่างๆ ที่อธิบายเกี่ยวกับความต้องการ (Needs) นั้น พบว่าทฤษฎีที่โดดเด่นและสามารถประยุกต์ใช้ในวงการต่างๆ ได้ คือ ทฤษฎีของ Abraham Maslow (1908-1970)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Maslow ได้แบ่ง Needs ออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่<br />
ระดับที่ 1 ความต้องการทางกายภาพและชีวภาพ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ความต้องการขั้นพื้นฐานของการมีชีวิตอยู่ เช่น ความต้องการอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย การนอน การมีเพศสัมพันธ์</p>
<p>ระดับที่ 2 ความต้องการความปลอดภัย คือ ความปลอดภัยจากอันตรายและความไม่แน่นอนทั้งหลาย การมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีรปภ. มีสัญญาณกันขโมย มีระบบนิรภัย กฎหมายข้อจำกัดต่างๆ เป็นการตอบสนองต่อความต้องการในระดับนี้</p>
<p>ระดับที่ 3 ความต้องการความรัก และการยอมรับจากผู้อื่น ทั้งจากครอบครัว เพื่อน คนรักหรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง เห็นได้ชัดว่าในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น มักใช้เวลาและพลังงานส่วนใหญ่ในการเติมเต็มความต้องการในระดับนี้ ทั้งจากปรากฏการณ์นี้ โรงแรมถูกจองเต็มในวันวาเลนไทน์ การใช้ของตามแฟชัน ตามเพื่อน ตามดารา หรือแม้กระทั่งเด็กแว๊นกับเด็กสก๊อย ล้วนอยู่ในการตอบสนองความต้องการในระดับนี้ทั้งสิ้น</p>
<p>ระดับที่ 4 ความต้องการที่จะภาคภูมิใจในตนเอง</p>
<ul>
<li>ภาษาชาวบ้้านก็คือ ความรู้สึกที่ว่าตัวเองก็ &#8220;ดี&#8221; อยู่เหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องของนามธรรมและรูปธรรม</li>
<li>นามธรรม เช่่น ความมีชื่อเสียง ความสำเร็จ ชัียชนะ มีเกียรติ</li>
<li>รูปธรรม เช่น รูปร่าง หน้าตา เสื้อผ้าที่สวยงาม มีรถสปอร์ต มีบ้านที่สวยงาม เฟอร์นิเจอร์มีดีไซน์ มีแฟนหน้าตาดี มีกิ๊กที่รู้ใจ</li>
</ul>
<p>ระดับที่ 5 ความต้องการที่จะบรรลุถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง<br />
เป็นเรื่องของการเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง รู้จักตัวเองและยอมรับตัวเองได้อย่างสุดจิตสุดใจ เป็นเรื่องที่ไม่มีผู้อื่นมาเป็นปัจจัยหรือเป็นตัวแปร x ในสมการ ตัวอย่างเช่น</p>
<ul>
<li>ตระหนักรู้ตามความเป็นจริง ไม่หลอกตัวเอง</li>
<li>มองปัญหาเป็นสิ่งที่มีหนทางแก้ไข ไม่ใช่เป็นการตำหนิ-แก้ตัว</li>
<li>มีึความสุข ความพึงพอใจได้แม้จะอยู่คนเดียว</li>
<li>มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง ไม่ใช้สมองร่วมกับคนอื่น</li>
<li>ยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น วัฒนธรรมอื่นได้</li>
</ul>
<p>มีประชากรเพียง 2 เปอร์เซ็นต์บนโลกนี้เท่านั้น ที่พยายามจะบรรลุถึงขั้นที่ 5 นี้ เพราะเป็นสิ่งที่กระทำได้ยากกว่า ต้องใช้ความพยายามมากกว่า เห็นผลช้า และที่เห็นไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน อวดชาวบ้านไม่ได้</p>
<p>การตอบสนองในระดับที่ 5 นั้น ทั้งไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก ผลแห่งความพึงพอใจที่ได้จะคงอยู่ระยะยาว เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคมโดยรวมมาก ไม่เบียดเบียนผู้อื่นเพราะไม่โลภ &#8220;พอใจ&#8221; เป็น และ &#8220;หยุด&#8221; เป็น</p>
<p>Credit:</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ablehealth11.blogspot.com</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1459</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมจึงชอบ &#8220;กัดเล็บ&#8221;</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1456</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1456#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 01:12:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[กัดเล็บ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพเล็บ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1456</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 เด็กๆ หลายคนหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ เมื่อมองดูเล็บก็จะเห็นว่าสั้นกุดทุกๆ นิ้ว หรือบางคนก็สั้นกุดอยู่ไม่กี่นิ้ว บางคนไม่เพียงติดการกัดเล็บมือ แต่ยังลามไปถึงการกัดเล็บเท้าด้วย &#160; การกัดเล็บ (Onychophagia or Nail Biting) หลายคนคิดว่าน่าจะหายไปในวัยเด็ก แต่ความจริงกลับพบว่ามีเด็กวัยรุ่นมากถึง 45 เปอร์เซ็นต์ติดนิสัยการกัดเล็บ ในขณะที่เด็กอายุ 7-10 ปี ติดการกัดเล็บ 30 เปอร์เซ็นต์ และพบว่าทั่วโลกมีคนกัดเล็บมากถึง 600 ล้านคน คนที่ชอบกัดเล็บส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพ หรืออาจก่อให้เกิดความทุกข์ใจมากยิ่งขึ้น การกัดเล็บเป็นการทดแทนปัญหา โดยการก่อปัญหาอย่างอื่นเข้ามาแทนที่เดิม หลายๆ ครั้งคนที่ชอบกัดเล็บจะใช้ &#8220;การกัดเล็บ&#8221; เป็นการลดความตึงเครียด ที่อาจจะเกิดจากครอบครัว คนรัก เพื่อนๆ งาน หรือปัญหาจากทางโรงเรียน นอกจากนั้น 99 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่กัดเล็บ จะเกิดขึ้นจากปัญหาทางอารมณ์เล็กน้อย เช่น เครียด หิว หรือเบื่อ หรือเป็นเพียงแค่อุปนิสัยชอบกัดเล็บ และมีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นการแสดงถึงอาการที่เกิดจากปัญหาที่รบกวนจิตใจอย่างมาก [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1</p>
<p>เด็กๆ หลายคนหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ เมื่อมองดูเล็บก็จะเห็นว่าสั้นกุดทุกๆ นิ้ว หรือบางคนก็สั้นกุดอยู่ไม่กี่นิ้ว บางคนไม่เพียงติดการกัดเล็บมือ แต่ยังลามไปถึงการกัดเล็บเท้าด้วย</p>
<p><span id="more-1456"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=2009" rel="attachment wp-att-2009"><img class="alignnone size-medium wp-image-2009" title="headaches-children" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/headaches-children-300x211.jpg" alt="" width="300" height="211" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การกัดเล็บ (Onychophagia or Nail Biting) หลายคนคิดว่าน่าจะหายไปในวัยเด็ก แต่ความจริงกลับพบว่ามีเด็กวัยรุ่นมากถึง 45 เปอร์เซ็นต์ติดนิสัยการกัดเล็บ ในขณะที่เด็กอายุ 7-10 ปี ติดการกัดเล็บ 30 เปอร์เซ็นต์ และพบว่าทั่วโลกมีคนกัดเล็บมากถึง 600 ล้านคน</p>
<p>คนที่ชอบกัดเล็บส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพ หรืออาจก่อให้เกิดความทุกข์ใจมากยิ่งขึ้น การกัดเล็บเป็นการทดแทนปัญหา โดยการก่อปัญหาอย่างอื่นเข้ามาแทนที่เดิม หลายๆ ครั้งคนที่ชอบกัดเล็บจะใช้ &#8220;การกัดเล็บ&#8221; เป็นการลดความตึงเครียด ที่อาจจะเกิดจากครอบครัว คนรัก เพื่อนๆ งาน หรือปัญหาจากทางโรงเรียน</p>
<p>นอกจากนั้น 99 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่กัดเล็บ จะเกิดขึ้นจากปัญหาทางอารมณ์เล็กน้อย เช่น เครียด หิว หรือเบื่อ หรือเป็นเพียงแค่อุปนิสัยชอบกัดเล็บ และมีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นการแสดงถึงอาการที่เกิดจากปัญหาที่รบกวนจิตใจอย่างมาก</p>
<p>เด็กๆ ที่ชอบกัดเล็บอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องความกังวล หรือภาพลักษณ์ของตัวเอง การกัดเล็บเล่นๆ บ่อยๆ สามารถพัฒนาจนกลายเป็นนิสัยติดการกัดเล็บ และจะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ รอบตัว หรืออาจถูกเพื่อนๆ ในโรงเรียนล้อได้ หลายๆ คนพยายามไม่กัดเล็บต่อหน้าคนอื่นเวลาที่รู้ตัว แต่ขนาดของเล็บที่เล็กผิดปกติจากเพื่อนๆ ก็ทำให้รู้สึกอาย และต้องคอยเอามือซ่อนอยู่ในกระเป๋าไม่ให้เพื่อนๆ เห็น</p>
<p>นอกจากการกัดเล็็บจะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางด้านจิตใจแล้ว การกัดเล็บยังทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ปากโดยตรง เช่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus ฯลฯ และบางรายอาจไม่เพียงกัดเล็บเท่านั้น แต่จะกัดลามไปถึงเยื่อบุเล็บและผิวหนังที่อยู่รอบๆ เล็บ ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เคลือบฟันสึกกร่อน ทำให้เกิดฟันผุได้ง่ายขึ้นด้วย</p>
<p>เพราะอะไรถึงชอบกัดเล็บ<br />
การกัดเล็บ เป็นการแสดงออกถึงความเก็บกด มักเกิดจากความเครียดหรือความเศร้า บางคนกัดเล็บเพราะโดนคุณแม่ดุ พ่อกับแม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูก ฯลฯ หรือเด็กบางคนกัดเล็บตอนที่คุณพ่อคุณแม่หย่าร้างกัน แต่เมื่อเด็กเริ่มปรับตัวได้ก็จะเลิกกัดเล็บไปเอง แต่บางคนก็ยังกัดอยู่เนื่องจากกัดบ่อยๆ จนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นเพียงการแสดงความรู้สึก</p>
<p>รักษากันอย่างไร<br />
การรักษา อาจเริ่มจากการแก้ไขสิ่งที่รบกวนจิตใจหรือก่อให้เกิดความเครียดก่อน เช่น ถ้าเด็กเริ่มกัดเล็บช่วงที่คุณพ่อคุณแม่มีน้องใหม่ อาจต้องหันมาดูแลเอาใจใส่เขาอย่างที่เคยทำมาก่อน หรืออาจตั้งบทบาทชัดเจน ให้เขาทำตัวเป็นพี่ ต้องดูแลน้อง ทำให้เขารู้สึกว่ามีส่วนร่วมและอยากช่วยดูแลน้อง แล้วเขาก็จะเลิกกัดเล็บไปเอง</p>
<p>แต่ถ้าเป็นเพราะเด็กขี้เหงา ก็ควรหากิจกรรมให้เขาทำ ให้เขาได้ออกไปวิ่งเล่นในสวนสาธารณะกับเพื่อนๆ ได้เล่นเกมต่างๆ ที่เป็นการฝึกสมอง และได้ออกกำลังกายไปในตัว ทำให้เขาได้ทั้งความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ และได้ออกกำลังกาย</p>
<p>แต่ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการให้เขานั่งดูทีวี หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ทั้งวัน และไม่ควรสร้างความเครียดให้เด็กมากยิ่งขึ้นด้วยการลงโทษ หรือตักเตือนว่ากล่าวเวลาที่เห็นเขากัดเล็บ วิธีนี้อาจทำให้เขากัดเล็บมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะลับหลังคุณพ่อคุณแม่</p>
<p>วิธีแก้ไขที่ถูกต้องอาจใช้วิธีสร้างแรงจูงใจ เช่น ถ้าวันนี้เขาไม่กัดเล็บเลย คุณพ่อคุณแม่อาจให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เช่น ทำอาหารที่เขาชอบให้ทาน หรือติดสติ๊กเกอร์เด็กดีไว้ที่เล็บ เวลาเขาเผลอจะกัดเขาก็จะเห็น แล้วนึกได้ว่าเขาเป็นเด็กดี เขาไม่กัดเล็บ</p>
<p>หรือถ้าลองแล้วไม่ได้ผล วิธีเหล่านี้ก็อาจช่วยได้<br />
1. ใช้ที่ทาเล็บแบบรักษาคนกัดเล็บ ซึ่งเป็นสารที่ไม่มีอันตราย แต่รสชาติขมหรือกลิ่นแรงมาก<br />
2. การจัดฟัน จะช่วยทำให้การกัดเล็บเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น<br />
3. หางานอดิเรกให้ทำ เพื่อจะได้ไม่มีเวลาว่างกัดเล็บ<br />
4. ทาเล็บด้วยสีสวยๆ เพระถ้ากัดแล้วจะดูไม่ดี และรู้สึกว่าจะมีสารพิษเข้าปาก</p>
<p>แต่ถ้าทำทุกวิธีแล้วยังไม่หาย ก็ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรักษาที่ต้นเหตุ และอาจมีการใช้ยา ประกอบด้วย เช่น ยารักษาอาการซึมเศร้า (Antidepressant) หรือยาที่ช่วยลดความอยากกัดเล็บ เช่น Inositol</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Credit:</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ablehealth11.blogspot.com</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1456</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความหมายที่แท้ของคำว่า &#8220;ครอบครัว&#8221;</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1453</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1453#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 01:09:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1453</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 &#8220;ครอบครัว&#8221; เป็นหน่วยของสังคมที่เล็กที่สุด และอยู่ใกล้ตัวมากที่สุด บางครอบครัวประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก บางครอบครัวประกอบด้วยพ่อ ลูก หรือแม่ ลูก บางครอบครัวยังประกอบด้วย น้าหรืออา หรือลุงหรือป้า หรือปู่ ย่า ตา ยาย และหลาน ซึ่งพบมากในชนบท ที่ซึ่งผู้เป็นบิดามารดามีเหตุผลส่วนตัวที่จะต้องออกมาหางานทำในเมืองกรุง แล้วฝากลูกไว้กับทางบ้าน ส่วนตัวเองคอยส่งเงินเป็นค่าเลี้ยงดูทางร่างกายและจิตใจแก่ลูกน้อย ความจริงแล้ว ธรรมชาติการดำเนินไปของครอบครัวมีลักษณะเป็นวงจร (Family Life Cycle) ต่อไปนี้คือ ระยะผู้ใหญ่เต็มตัว แต่งงานและสร้า้งครอบครัวใหม่ ครอบครัวที่มีลูกเล็ก ครอบครัวที่มีลูกวัยเรียน ครอบครัวที่มีลูกโตเป็นวัยรุ่น ลูกแยกไปจากครอบครัว ครอบครัวในระยะกลาง และระยะบั้นปลายของชีวิต ซึ่งในแต่ละช่วงและการเปลี่ยนผ่านจากช่วงหนึ่งสู่อีกช่วงหนึ่ง อาจเกิดสิ่งที่เรียกว่าวิกฤต (Crisis) และต้องอาศัยการปรับตัวเพื่อดำรงไว้ซึ่งความอยู่รอด (Adaptation) ดังนั้น การที่ครอบครัวหนึ่งจะดำเนินไปได้อย่างปกติสุขนั้น จำเป็นที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ Role บทบาทหน้าที่ของสมาชิก Boundary ขอบเขตระหว่างแต่ละสมาชิก Hierarchy ลำดับชั้นของอำนาจและความสำคัญของสมาชิก Discipline กฏ กติกา มารยาท [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1</p>
<p>&#8220;ครอบครัว&#8221; เป็นหน่วยของสังคมที่เล็กที่สุด และอยู่ใกล้ตัวมากที่สุด บางครอบครัวประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก บางครอบครัวประกอบด้วยพ่อ ลูก หรือแม่ ลูก</p>
<p><span id="more-1453"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=2011" rel="attachment wp-att-2011"><img class="alignnone size-medium wp-image-2011" title="Lazy-eye" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/Lazy-eye-300x221.jpg" alt="" width="300" height="221" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>บางครอบครัวยังประกอบด้วย น้าหรืออา หรือลุงหรือป้า หรือปู่ ย่า ตา ยาย และหลาน ซึ่งพบมากในชนบท ที่ซึ่งผู้เป็นบิดามารดามีเหตุผลส่วนตัวที่จะต้องออกมาหางานทำในเมืองกรุง แล้วฝากลูกไว้กับทางบ้าน ส่วนตัวเองคอยส่งเงินเป็นค่าเลี้ยงดูทางร่างกายและจิตใจแก่ลูกน้อย</p>
<p>ความจริงแล้ว ธรรมชาติการดำเนินไปของครอบครัวมีลักษณะเป็นวงจร (Family Life Cycle) ต่อไปนี้คือ ระยะผู้ใหญ่เต็มตัว แต่งงานและสร้า้งครอบครัวใหม่ ครอบครัวที่มีลูกเล็ก ครอบครัวที่มีลูกวัยเรียน ครอบครัวที่มีลูกโตเป็นวัยรุ่น ลูกแยกไปจากครอบครัว ครอบครัวในระยะกลาง และระยะบั้นปลายของชีวิต ซึ่งในแต่ละช่วงและการเปลี่ยนผ่านจากช่วงหนึ่งสู่อีกช่วงหนึ่ง อาจเกิดสิ่งที่เรียกว่าวิกฤต (Crisis) และต้องอาศัยการปรับตัวเพื่อดำรงไว้ซึ่งความอยู่รอด (Adaptation)</p>
<p>ดังนั้น การที่ครอบครัวหนึ่งจะดำเนินไปได้อย่างปกติสุขนั้น จำเป็นที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่<br />
Role บทบาทหน้าที่ของสมาชิก<br />
Boundary ขอบเขตระหว่างแต่ละสมาชิก<br />
Hierarchy ลำดับชั้นของอำนาจและความสำคัญของสมาชิก<br />
Discipline กฏ กติกา มารยาท ของแต่ละครอบครัวที่กำหนดขึ้น<br />
ในทางพุทธศาสนา ได้มีการวางแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลที่เป็นส่วนประกอบของครอบครัว ดังนี้</p>
<p>หน้าที่ของบิดา มารดา<br />
1. ห้ามบุตรไม่ให้ทำชั่ว<br />
2. แนะนำบุตรให้ตั้งอยู่ในความดี<br />
3. ให้บุตรได้ศึกษาวิชา<br />
4. หาคู่ที่เหมาะสมให้<br />
5. มอบทรัพย์ มรดกให้<br />
(ข้อที่ 1 และ 2 ต้องใช้ความสามารถในการแยกแยะถูกผิดดีชั่วให้ได้ก่อน)</p>
<p>หน้าที่ของบุตร ธิดา<br />
1. เลี้ยงดูบิดา มารดา<br />
2. ทำงานให้บิดา มารดา<br />
3. ดำรงวงศ์ตระกูล<br />
4. รักษามรดก<br />
5. ทำความดีเพื่อบิดา มารดา ผู้ล่วงลับ</p>
<p>หน้าที่ของสามี<br />
1. ยกย่องภรรยา<br />
2. ไม่ดูหมิ่นภรรยา<br />
3. ซื่อสัตย์ต่อภรรยา<br />
4. มอบความเป็นใหญ่ให้<br />
5. ให้เครื่องประดับ</p>
<p>หน้าที่ของภรรยา<br />
1. จัดงานบ้านเรียบร้อยดี<br />
2. รับรองแขกดี<br />
3. ซื่อสัตย์ต่อสามี<br />
4. รักษาทรัพย์ดี<br />
5. ขยันการงานทั้งปวง</p>
<p>และทั้งหมดนี้ นี่แหละคือความหมายของ (ครอบครัว) เมืองพุทธ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Credit:</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ablehealth11.blogspot.com</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1453</wfw:commentRss>
		<slash:comments>44308</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ป่วยกาย อย่าป่วยใจ</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1434</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1434#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 00:49:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ป่วยกาย]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[อย่าป่วยใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1434</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 ยามเจ็บไข้ได้ป่วย คนส่วนใหญ่จะไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงการเจ็บป่วยทางกาย เนื่องจากกาย (ร่างกายที่เป็นส่วนของเนื้อ หนัง กระดูก อวัยวะต่างๆ) กับใจ (ซึ่งประกอบไปด้วยความคิดอ่าน ความจำ ความรู้สึก) มีผลต่อเนื่องเชื่อมโยงถึงกันตลอดเวลา ทั้งยามหลับหรือยามตื่น ทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว ในบางครั้งเกิดขึ้นจากสาเหตุทางร่างกายก่อน แล้วส่งผลกระทบต่อจิตใจ เช่น โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต อุบัติเหตุที่นำมาสู่การสูญเสียอวัยวะ โรคต่างๆ ที่มีอาการปวดเป็นหลัก เหล่านี้ย่้อมนำมาสู่ปฏิกิริยาตอบสนองทางจิตใจ อาจเป็นแค่ภาวะเครียดเพียงชั่วคราว แล้วสามารถทำใจยอมรับได้ หรืออาจรุนแรงเข้มข้นขึ้นถึงขั้นมีความผิดปกติทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล เป็นต้น เมื่อมีสภาวะทางร่างกายที่ผิดไปจากปกติในเรื่องของ Distress คือ ความไม่สบายกาย รู้สึกอึดอัด ปวด เมื่อยล้า อ่อนแรง Disability คือ สภาวะที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามปกติ Disfiguring คือ การมีรูปร่างผิดไปจากปกติ Immobility คือ สภาวะที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายตัวเองได้ ขั้นแรกสุดนั้น จิตใจจะต้องมีการปรับสมดุลโดยการใช้กลไกทางจิตใจต่างๆ (Defense Mechanism) [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1</p>
<p>ยามเจ็บไข้ได้ป่วย คนส่วนใหญ่จะไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงการเจ็บป่วยทางกาย เนื่องจากกาย (ร่างกายที่เป็นส่วนของเนื้อ หนัง กระดูก อวัยวะต่างๆ) กับใจ (ซึ่งประกอบไปด้วยความคิดอ่าน ความจำ ความรู้สึก) มีผลต่อเนื่องเชื่อมโยงถึงกันตลอดเวลา ทั้งยามหลับหรือยามตื่น ทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว</p>
<p><span id="more-1434"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1984" rel="attachment wp-att-1984"><img class="alignnone size-medium wp-image-1984" title="woman-tai-chi" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/woman-tai-chi-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a></p>
<p>ในบางครั้งเกิดขึ้นจากสาเหตุทางร่างกายก่อน แล้วส่งผลกระทบต่อจิตใจ เช่น โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต อุบัติเหตุที่นำมาสู่การสูญเสียอวัยวะ โรคต่างๆ ที่มีอาการปวดเป็นหลัก เหล่านี้ย่้อมนำมาสู่ปฏิกิริยาตอบสนองทางจิตใจ อาจเป็นแค่ภาวะเครียดเพียงชั่วคราว แล้วสามารถทำใจยอมรับได้ หรืออาจรุนแรงเข้มข้นขึ้นถึงขั้นมีความผิดปกติทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล เป็นต้น เมื่อมีสภาวะทางร่างกายที่ผิดไปจากปกติในเรื่องของ</p>
<ul>
<li>Distress คือ ความไม่สบายกาย รู้สึกอึดอัด ปวด เมื่อยล้า อ่อนแรง</li>
<li>Disability คือ สภาวะที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามปกติ</li>
<li>Disfiguring คือ การมีรูปร่างผิดไปจากปกติ</li>
<li>Immobility คือ สภาวะที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายตัวเองได้</li>
</ul>
<p>ขั้นแรกสุดนั้น จิตใจจะต้องมีการปรับสมดุลโดยการใช้กลไกทางจิตใจต่างๆ (Defense Mechanism) หรือที่เรียกว่า ปรับใจให้สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ โดยให้มีความอึดอัดเกิดขึ้นน้อยที่สุด แต่ถ้าการปรับใจเกิดขึ้นได้ไม่ดีพอ ก็จะนำไปสู่ความอึดอัด ความเครียด ความกังวลหรือความโกรธ คราวนี้นอกจากเจ็บป่วยทางกายแล้ว ก็ยังเจ็บป่วยทางใจอีกต่อหนึ่งด้วย ที่มากไปกว่านั้นก็คือ ความเครียดทางจิตใจที่เกิดขึ้นนี้ ยังส่งผลทวีความเจ็บความปวดทางร่างกายให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย</p>
<p>ความเป็นจริงของจิตใจเหล่านี้ มีน้อยคนที่จะตระหนักและรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของตัวเอง เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เมื่อยามที่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย ขอให้มีสติ ตระหนักรู้เท่าทันร่างกายและจิตใจ ว่าการเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมชาติล้วนๆ (เกิด แก่ เจ็บ ตาย) และไม่มีสิ่งใด ร่างกายใด อารมณ์ความรู้สึกใดที่จีรังยั่งยืน (อนิจจัง) การยึดติดในสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน ก็ย่อมนำไปสู่ความทุกข์ใจ</p>
<p>เมื่อเจ็บป่วยก็ให้รู้ว่าเจ็บป่วย ดูแลตัวเอง รับการรักษาให้เหมาะสม และระวังอย่าปล่อยให้จิตใจป่วยตามร่างกายไปด้วยนะคะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ablehealth11.blogspot.com</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1434</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้ชายกับศัลยกรรม (Cosmetic surgery for Men)</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1401</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1401#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 00:14:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[อ่านที่นี่ก่อนทำศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ชาย]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1401</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย นพ.นิเวศ เสริมศีลธรรม ถ้าเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีใครมาบอกเราว่าผู้ชายคนนี้ ผู้ชายคนนั้นไปทำศัลยกรรมมา ทุกคนมักจะลงความเห็นไปในทันทีว่า ต้องเป็นผู้หญิงประเภทสองอย่างแน่นอน แต่สำหรับวันนี้ทุกคนเห็นเป็นเรื่องธรรมดามาก ที่ผู้ชายแท้ๆ สักคนจะเดินเข้าคลินิกศัลยกรรมอย่างเปิดเผย ไม่ต้องปิดบังหรือหลบซ่อนอีกต่อไป &#160; ผู้ชายที่เปลี่ยนไป โลกที่เปลี่ยนไป สังคมที่เปลี่ยนไป ทัศนคติก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ในปัจจุบันคุณผู้ชาย (แท้ๆ) ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นทั้งเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย ดูได้จากฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่เปิดกันเป็นดอกเ็ห็ด มีทั้งเทรนเนอร์กลุ่มและเทรนเนอร์ส่วนตัว หรือการดูแลผิวพรรณด้วยเครื่องสำอางสำหรับคุณผู้ชายโดยเฉพาะ ถ้าเปรียบกับผู้ชายสมัยคุณพ่อ แค่ทาครีมกันแดดก็ดูจะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ได้แล้ว แต่ทุกวันนี้ใครที่ไม่ได้ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน กลับจะดูเป็นเรื่องผิดปกติไป คุณผู้ชายรุ่นใหม่ดูแลตัวเองมากกว่าคนรุ่นก่อนเอามากๆ เพื่อให้ตนเองดูดีตลอดเวลา ทั้งนี้เป็นเพราะเขาเหล่านั้นทราบดีว่า ในสังคมปัจจุบันนอกจากความรู้ดีแล้ว บุคลิกภาพ รูปร่างหน้าตาจะมีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน จึงไม่ยอมปล่อยให้กาลเวลามากระชากเอาความดูดี ความสดใสของตนเองที่ดูแลมาโดยตลอดไปได้ ทำไมผู้ชายจึงสนใจเรื่องศัลยกรรม ถึงแม้คุณผู้ชายจะดูแลตนเองมากแค่ไหน ก็ยังจะมีบางส่วนที่ไม่สามารถจัดการให้ดูดีสมใจได้ อีกทั้งกาลเวลาก็ไม่เคยปรานีใครเช่นกัน สักวันหนึ่งทุกอย่างก็จะร่วงโรยและหย่อนยานไปตามกาลเวลา และด้วยทัศนคติในเรื่องบุคลิกภาพต่อความสำเร็จที่เปลี่ยนไป ทำให้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีความมั่นใจกลับคืนมา ประกอบกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าและทันสมัย ทำให้ &#8220;ปฏิบัติการคืนวัย&#8221; ไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป ความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว จากสถิติการทำศัลยกรรมตกแต่งในประเทศอเมริกาปี 2006 พบว่าในจำนวนผู้ที่ใช้บริการทางด้านศัลยกรรมประมาณ 10 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ชายถึง [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย นพ.นิเวศ เสริมศีลธรรม</p>
<p>ถ้าเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีใครมาบอกเราว่าผู้ชายคนนี้ ผู้ชายคนนั้นไปทำศัลยกรรมมา ทุกคนมักจะลงความเห็นไปในทันทีว่า ต้องเป็นผู้หญิงประเภทสองอย่างแน่นอน แต่สำหรับวันนี้ทุกคนเห็นเป็นเรื่องธรรมดามาก ที่ผู้ชายแท้ๆ สักคนจะเดินเข้าคลินิกศัลยกรรมอย่างเปิดเผย ไม่ต้องปิดบังหรือหลบซ่อนอีกต่อไป</p>
<p><span id="more-1401"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1964" rel="attachment wp-att-1964"><img class="alignnone size-full wp-image-1964" title="Depression-affect-young-people-Life" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/Depression-affect-young-people-Life.jpg" alt="" width="600" height="492" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้ชายที่เปลี่ยนไป<br />
โลกที่เปลี่ยนไป สังคมที่เปลี่ยนไป ทัศนคติก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ในปัจจุบันคุณผู้ชาย (แท้ๆ) ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นทั้งเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย ดูได้จากฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่เปิดกันเป็นดอกเ็ห็ด มีทั้งเทรนเนอร์กลุ่มและเทรนเนอร์ส่วนตัว หรือการดูแลผิวพรรณด้วยเครื่องสำอางสำหรับคุณผู้ชายโดยเฉพาะ</p>
<p>ถ้าเปรียบกับผู้ชายสมัยคุณพ่อ แค่ทาครีมกันแดดก็ดูจะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ได้แล้ว แต่ทุกวันนี้ใครที่ไม่ได้ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน กลับจะดูเป็นเรื่องผิดปกติไป คุณผู้ชายรุ่นใหม่ดูแลตัวเองมากกว่าคนรุ่นก่อนเอามากๆ เพื่อให้ตนเองดูดีตลอดเวลา</p>
<p>ทั้งนี้เป็นเพราะเขาเหล่านั้นทราบดีว่า ในสังคมปัจจุบันนอกจากความรู้ดีแล้ว บุคลิกภาพ รูปร่างหน้าตาจะมีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน จึงไม่ยอมปล่อยให้กาลเวลามากระชากเอาความดูดี ความสดใสของตนเองที่ดูแลมาโดยตลอดไปได้</p>
<p>ทำไมผู้ชายจึงสนใจเรื่องศัลยกรรม<br />
ถึงแม้คุณผู้ชายจะดูแลตนเองมากแค่ไหน ก็ยังจะมีบางส่วนที่ไม่สามารถจัดการให้ดูดีสมใจได้ อีกทั้งกาลเวลาก็ไม่เคยปรานีใครเช่นกัน สักวันหนึ่งทุกอย่างก็จะร่วงโรยและหย่อนยานไปตามกาลเวลา และด้วยทัศนคติในเรื่องบุคลิกภาพต่อความสำเร็จที่เปลี่ยนไป ทำให้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีความมั่นใจกลับคืนมา ประกอบกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าและทันสมัย ทำให้ &#8220;ปฏิบัติการคืนวัย&#8221; ไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป</p>
<p>ความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว<br />
จากสถิติการทำศัลยกรรมตกแต่งในประเทศอเมริกาปี 2006 พบว่าในจำนวนผู้ที่ใช้บริการทางด้านศัลยกรรมประมาณ 10 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ชายถึง 1 ล้านคน หรือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และแนวโน้มน่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>ในประเทศไทยเอง ถึงจะไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด แต่จากการติดตามผู้ที่เข้ามารับบริการในคลินิก พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นจริงๆ บางวันมากกว่าคุณผู้หญิงด้วยซ้ำไป</p>
<p>ศัลยกรรมยอดนิยมสำหรับผู้ชาย<br />
อันดับยอดนิยมในอเมริกา ได้แก่ การดูดไขมัน (พุงและเอว) การแก้ไขจมูก การแก้ไขหนังตาและถุงไขมันใต้ตา การลดขนาดเต้านม (ที่โตผิดปกติ) และการดึงหน้า นี่ยังไม่นับรวมถึงการฉีดยาลดริ้วรอย การใช้สารเติมแต่งหรือการใช้แสงเลเซอร์เพื่อดูแลผิวพรรณอีกไม่รู้เท่าไร สำหรับประเทศไทยเองก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน และน่าจะเป็นแบบเดียวกันทั่วโลก</p>
<p>ศัลยกรรมตกแต่งสำหรับผู้ชายจึงไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจหรือเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว เพราะเขาเหล่านั้นเชื่อเหลือเกินว่าบุคลิกภาพที่ดีย่อมนำไปสู่ความมั่นใจและความสำเร็จ และศัลยกรรมก็เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถนำเขาไปสู่จุดนั้นได้</p>
<p>ศัลย์และศิลป์<br />
ศััลยกรรมตกแต่งถือเป็นงานที่แพทย์จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในโครงสร้างหรือสรีระของคนทั่วไปเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะจะต้องนำความรู้เหล่านั้นไปแก้ไขความพิการที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ให้กลับมาเหมือนเดิมหรือใกล้เคียงดังเดิมให้้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้</p>
<p>และด้วยเนื้อเยื่อของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดแล้ว ศัลยแพทย์ตกแต่งจึงต้องวางแผนการรักษาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบมากที่สุด ทั้งรูปร่าง ความสวยงามและการทำงานของอวัยวะส่วนนั้นๆ จึงเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งศัลยกรรมและศิลปะควบคู่กันไปเสมอ</p>
<p>แต่สำหรับงานด้านศัลยกรรมความงามแล้ว ศิลปะที่ใช้ดูจะต้องลึกซึ้งมากขึ้นไปอีก เนื่องจากเรากำลังแก้ไขคนปกติให้มีรูปร่างหน้าตาที่ดูดียิ่งขึ้น</p>
<p>ลักษณะงานที่ทำ จึงไม่ใช่งานที่มีลักษณะเป็น &#8220;บล็อก&#8221; หรือแบบเดียวกันเสมอไป เนื่องจากรูปร่างหน้าตาและโครงสร้างในแต่ละส่วน แต่ละคนล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อีกทั้งเป็นความงามในลักษณะ 3 มิติ ดังนั้นจึงไม่สามารถดูเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งได้ เช่นการแก้ไขรูปจมูก จำเป็นต้องดูองค์ประกอบส่วนใบหน้า ดวงตาหรือคางร่วมด้วยเสมอ ไม่สามารถแยกส่วนเฉพาะจมูกได้ เป็นต้น</p>
<p>มุมมองที่แตกต่าง<br />
ด้วยเหตุที่ความสวยงามเป็นเรื่องของมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เฉกเช่นเดียวกับรูปปั้นที่บรรจงขึ้นอย่างดีเยี่ยมแล้ว ก็ยังไม่วายที่จะถูกตำหนิจนได้</p>
<p>สำหรับศัลยกรรมความงามแล้วย่อมมีผลต่อจิตใจของเจ้้าของเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ปลื้มปิติอย่างมีความสุขหรือเสียใจสุดๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นงานปั้นของศัลยแพทย์ตกแต่ง จึงจำเป็นต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ลึกซึ้ง เพื่อให้ผลงานออกมาดีและถูกใจเจ้าของในเวลาเดียวกัน</p>
<p>อย่างไรก็ดี แม้ว่าแพทย์จะใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ลึกซึ้งเพียงใดก็ตาม จะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม โอกาสในการเกิดข้อผิดพลาดย่อมมีได้เสมอ ดังนั้น ผู้รับบริการก็ย่อมต้องเข้าใจในสัจธรรมข้อนี้เช่นเดียวกัน ไม่่คาดหวังเกินกว่าศาสตร์และศิลป์ที่มีอยู่ในขณะนี้จะบันดาลให้ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ablehealth11.blogspot.com</p>
<p>และภาพประกอบจาก google.co.th</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1401</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
