<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดั้งโด่งดอทคอม &#187; รักษาผิว/ทำเลเซอร์</title>
	<atom:link href="http://info.dungdong.com/?cat=822&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://info.dungdong.com</link>
	<description>เว็บรีวิวศัลยกรรมอันดับ 1</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Sep 2014 08:25:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.0.38</generator>
	<item>
		<title>แผลเป็นก็หายได้</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=3055</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=3055#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 21:24:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาผิว/ทำเลเซอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ก็หายได้]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาแผลเป็น]]></category>
		<category><![CDATA[แผลเป็น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=3055</guid>
		<description><![CDATA[แผลเป็นก็หายได้ (e-magazine) ถ้าพูดถึง &#8220;แผลเป็น&#8221; หลายคนคงส่ายหน้าแล้วร้องยี้ เพราะไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับส่วนใดของร่างกาย สิ่งนี้ก็จะสร้างความด่างพร้อยให้ทั้งกายและใจ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า เจ้ารอยแผลเป็นก็สามารถหายหรือจางลงได้ ถ้าเรารู้จักกับวิธีรับมือ อาชีพหนึ่งที่ต้องเสี่ยงกับอันตราย จนอาจทำให้ร่างกายต้องมีรอยแผลเป็นเต็มตัวทั้งจากการฝึกและออกภาคสนามก็คือ ทหาร ซึ่งถ้าสังเกตกันดูดี ๆ ทหารหญิงสมัยนี้กลับมีผิวเนียนกริ๊บ แล้วพวกเธอมีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้ไร้รอยแผลเป็น วันนี้เรามีคำตอบนั้นมาให้คุณ แผลเป็นคืออะไร แผลเป็นคือ ร่องรอยที่เหลืออยู่จากการหายของแผล ซึ่งเป็นขบวนการซ่อมแซมที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกายตามธรรมชาติ แผลเป็นเหล่านี้อาจเกิดจากอุบัติเหตุ โรคบางชนิด เช่น สิว อีสุกอีใส หรือแผลจากการผ่าตัด โดยธรรมชาติแล้วแผลที่มีขนาดใหญ่และใช้เวลานานในการหาย โอกาสที่จะเป็นแผลก็มีมากขึ้น โดยทั่วไปแล้วแผลเป็นจะเห็นชัดในระยะแรกและค่อย ๆ จางลง โดยใช้ระยะเวลานานเป็นเดือนหรือปี ซึ่งการที่แผลเป็นจะเห็นได้ชัดหรือไม่ก็อาจขึ้นอยู่กับสีผิว ความเรียบ ความลึก ความยาว และความกว้างของแผลเป็นนั้น ๆ ในคนที่อายุน้อยการซ่อมแซมมักจะดีกว่า ทำให้แผลเป็นที่เกิดขึ้นชัดเจนกว่าแผลเป็นในคนอายุมาก สาเหตุของแผลเป็นที่พบบ่อย  1. หลังผ่าตัดต่าง ๆ  2. หลังการปลูกฝี ฉีดวัคซีน  3. หลังการเกิดสิวอักเสบ เช่น อก ไหล่ หลัง  4. หลังการเจาะรูหู  5. [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>แผลเป็นก็หายได้ (e-magazine)<br />
<span id="more-3055"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=3056" rel="attachment wp-att-3056"><img class="alignnone size-full wp-image-3056" title="" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/01_140.jpg" alt="" width="325" height="500" /></a></p>
<p>ถ้าพูดถึง &#8220;แผลเป็น&#8221; หลายคนคงส่ายหน้าแล้วร้องยี้ เพราะไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับส่วนใดของร่างกาย สิ่งนี้ก็จะสร้างความด่างพร้อยให้ทั้งกายและใจ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า เจ้ารอยแผลเป็นก็สามารถหายหรือจางลงได้ ถ้าเรารู้จักกับวิธีรับมือ</p>
<p>อาชีพหนึ่งที่ต้องเสี่ยงกับอันตราย จนอาจทำให้ร่างกายต้องมีรอยแผลเป็นเต็มตัวทั้งจากการฝึกและออกภาคสนามก็คือ ทหาร ซึ่งถ้าสังเกตกันดูดี ๆ ทหารหญิงสมัยนี้กลับมีผิวเนียนกริ๊บ แล้วพวกเธอมีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้ไร้รอยแผลเป็น วันนี้เรามีคำตอบนั้นมาให้คุณ</p>
<p>แผลเป็นคืออะไร</p>
<p>แผลเป็นคือ ร่องรอยที่เหลืออยู่จากการหายของแผล ซึ่งเป็นขบวนการซ่อมแซมที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกายตามธรรมชาติ แผลเป็นเหล่านี้อาจเกิดจากอุบัติเหตุ โรคบางชนิด เช่น สิว อีสุกอีใส หรือแผลจากการผ่าตัด โดยธรรมชาติแล้วแผลที่มีขนาดใหญ่และใช้เวลานานในการหาย โอกาสที่จะเป็นแผลก็มีมากขึ้น โดยทั่วไปแล้วแผลเป็นจะเห็นชัดในระยะแรกและค่อย ๆ จางลง โดยใช้ระยะเวลานานเป็นเดือนหรือปี ซึ่งการที่แผลเป็นจะเห็นได้ชัดหรือไม่ก็อาจขึ้นอยู่กับสีผิว ความเรียบ ความลึก ความยาว และความกว้างของแผลเป็นนั้น ๆ ในคนที่อายุน้อยการซ่อมแซมมักจะดีกว่า ทำให้แผลเป็นที่เกิดขึ้นชัดเจนกว่าแผลเป็นในคนอายุมาก</p>
<p>สาเหตุของแผลเป็นที่พบบ่อย</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/ann-151_27.gif" alt="" width="11" height="11" border="0" /> </strong>1. หลังผ่าตัดต่าง ๆ</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/ann-151_27.gif" alt="" width="11" height="11" border="0" /> </strong>2. หลังการปลูกฝี ฉีดวัคซีน</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/ann-151_27.gif" alt="" width="11" height="11" border="0" /> </strong>3. หลังการเกิดสิวอักเสบ เช่น อก ไหล่ หลัง</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/ann-151_27.gif" alt="" width="11" height="11" border="0" /> </strong>4. หลังการเจาะรูหู</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/ann-151_27.gif" alt="" width="11" height="11" border="0" /> </strong>5. หลังจากการเกิดอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม มีดบาด</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/ann-151_27.gif" alt="" width="11" height="11" border="0" /> </strong>6. แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/ann-151_27.gif" alt="" width="11" height="11" border="0" /> </strong>7. แผลจากรอยสัก</p>
<p>วิธีรักษา</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/cursor23.gif" alt="" width="10" height="10" border="0" /> </strong>การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าที่แผลเป็น เพื่อให้แผลเป็นยุบลง โดยจะต้องฉีดหลายครั้ง ครั้งละประมาณ 0.5 – 1 cc ห่างกันประมาณเดือนละ 1 ครั้ง จนกว่าแผลจะแบนราบ ซึ่งใช้เวลาไม่เท่ากันในแต่ละแผลเป็น ถ้าแผลเป็นมีขนาดใหญ่ก็ต้องใช้เวลา เพื่อกำจัดริ้วรอยแผลเป็น ดังนั้นต้องอดทน</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/cursor23.gif" alt="" width="10" height="10" border="0" /> </strong>การผ่าตัด และการฉายแสง ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะกับแผลที่มีความกว้างไม่มากนักพอเย็บได้</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/cursor23.gif" alt="" width="10" height="10" border="0" /> </strong>การขัดหน้า เทคนิคนี้ใช้ได้ผลดีกับแผลเป็นจากสิว แผลเป็นจากอีสุกอีใส แผลเป็นจากรอยผ่าตัด กระชนิดลึก และรอยเหี่ยวย่น แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงจากการ ขัดหน้าคือ บริเวณที่ทำอาจดำและแดงได้เล็กน้อย ส่วนใหญ่จะหายไปภายใน 3 เดือน ผู้ได้รับการรักษาต้องพยายามเลี่ยงแสงแดดเป็นเวลา 3-6 เดือน</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/cursor23.gif" alt="" width="10" height="10" border="0" /> </strong>การฉีดคอลลาเจน เหมาะสำหรับแผลเป็นที่มานานและรักษาโดยวิธีอื่นแล้วไม่ค่อยได้ผลข้างเคียง คือผู้ป่วยอาจแพ้ได้ และผู้ป่วยต้องมาฉีดทุก 6-12 เดือน เนื่องจากคอลลาเจนที่ฉีดเข้าไปจะสลายได้</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/cursor23.gif" alt="" width="10" height="10" border="0" /> </strong>การปิดด้วยแผ่นซิลิโคนเจลแผ่น (Silicone gel sheet) สำหรับปิดที่แผลเป็นแบบปูดนูนมีข้อดี คือ ไม่ต้องการการดูแลอะไรมากมายและไม่เจ็บอะไร แต่ผลยังไม่แน่นอนนัก แต่ข้อเสีย คือ ราคาแพง และในบางตำแหน่งก็ใช้ค่อนข้างยาก เช่น ที่ใบหน้า เป็นต้น</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/cursor23.gif" alt="" width="10" height="10" border="0" /> </strong>เจลลดรอยแผลเป็น ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญจากสมุนไพรธรรมชาติ มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการสร้างคอลลาเจนที่มากผิดปกติจนทำให้เกิดรอยแผลเป็นนูน รวมทั้งยังลดการอักเสบการบวมแดงของเนื้อเยื่อแผลเป็นช่วยให้แผลเป็นนุ่มแล้วเรียบขึ้น</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/cursor23.gif" alt="" width="10" height="10" border="0" /> </strong>สำหรับวิธีแบบบ้าน ๆ ด้วยการใช้สมุนไพรก็สามารถใช้ใบบัวบก ซึ่งประกอบด้วยสารเอเซียติโคไซด์ กรดเอเซียติก และกรดแมดิแคสซิค หรือสารแมดิแคสซอลที่มีฤทธิ์ในการช่วยสมานแผล เร่งการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายเร็ว โดยให้นำใบสดมาต้มกับน้ำดื่มแก้ช้ำในและกระหายน้ำ ส่วนการใช้ยาภายนอก ให้ใช้ใบสด 1 กำมือ มาล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำทาบริเวณแผล ก็จะทำให้แผลหายสนิทและลดการเป็นแผลเป็นชนิดรอยนูน</p>
<div>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/logo-kapook61.png" alt="Kapook" /></strong></p>
</div>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p>ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info<br />
ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=3055</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้จักวิทยาการใหม่เพื่อความงาม กับการทำเลเซอร์เปลี่ยนสีตา</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=2942</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=2942#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 20:34:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาผิว/ทำเลเซอร์]]></category>
		<category><![CDATA[การทำเลเซอร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาการใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนสีตา]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อความงาม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=2942</guid>
		<description><![CDATA[   วันนี้เราจะพาสาว ๆ ชาวกระปุกดอทคอมมารู้จักกับนวัตกรรมเพื่อความงามแบบใหม่ พี่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมาโดย ด็อกเตอร์เกร็ก โฮเมอร์ และทีมจักษุแพทย์ จาก &#8220;สโตรมา เมดิคอล&#8221; (Stroma Medical) แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ที่เขาออกมาเปิดเผยกับ KTLA News สำนักข่าวประจำรัฐแคลิฟอร์เนียฝั่งใต้ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า ได้หาทางออกสำหรับชาวฝรั่งหัวทองผมบลอนด์ทั้งหลาย ที่ไม่พึงพอใจกับสีตาเข้ม ๆ ของตัวเองได้แล้ว ด้วยการทำเลเซอร์เปลี่ยนสีตาจากสีน้ำตาล ให้กลายเป็นสีฟ้าได้อย่างถาวร โดยไม่ต้องอาศัยการใส่คอนแทคเลนส์สีแม้แต่น้อย เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม ขอขอบคุณภาพประกอบจาก youtube.com โพสต์โดย marudopl วันนี้เราจะพาสาว ๆ ชาวกระปุกดอทคอมมารู้จักกับนวัตกรรมเพื่อความงามแบบใหม่ พี่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมาโดย ด็อกเตอร์เกร็ก โฮเมอร์ และทีมจักษุแพทย์ จาก &#8220;สโตรมา เมดิคอล&#8221; (Stroma Medical) แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ที่เขาออกมาเปิดเผยกับ KTLA News สำนักข่าวประจำรัฐแคลิฟอร์เนียฝั่งใต้ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า ได้หาทางออกสำหรับชาวฝรั่งหัวทองผมบลอนด์ทั้งหลาย ที่ไม่พึงพอใจกับสีตาเข้ม ๆ ของตัวเองได้แล้ว ด้วยการทำเลเซอร์เปลี่ยนสีตาจากสีน้ำตาล [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div>   วันนี้เราจะพาสาว ๆ ชาวกระปุกดอทคอมมารู้จักกับนวัตกรรมเพื่อความงามแบบใหม่ พี่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมาโดย ด็อกเตอร์เกร็ก โฮเมอร์ และทีมจักษุแพทย์ จาก &#8220;สโตรมา เมดิคอล&#8221; (Stroma Medical) แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ที่เขาออกมาเปิดเผยกับ KTLA News สำนักข่าวประจำรัฐแคลิฟอร์เนียฝั่งใต้ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า ได้หาทางออกสำหรับชาวฝรั่งหัวทองผมบลอนด์ทั้งหลาย ที่ไม่พึงพอใจกับสีตาเข้ม ๆ ของตัวเองได้แล้ว ด้วยการทำเลเซอร์เปลี่ยนสีตาจากสีน้ำตาล ให้กลายเป็นสีฟ้าได้อย่างถาวร โดยไม่ต้องอาศัยการใส่คอนแทคเลนส์สีแม้แต่น้อย</div>
<div><span id="more-2942"></span></div>
<div><img class="aligncenter" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/01_1813.jpg" alt="ศัลยกรรม เปลี่ยนสีตา" width="550" height="304" border="0" /><img class="aligncenter" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/03_33.jpg" alt="ศัลยกรรม เปลี่ยนสีตา" width="500" height="286" border="0" /></p>
<p><img class="aligncenter" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/04_23.jpg" alt="ศัลยกรรม เปลี่ยนสีตา" width="500" height="282" border="0" /></p>
</div>
<p><a href="http://www.kapook.com/" shape="rect" target="_blank"><br />
</a>เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม<br />
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก youtube.com โพสต์โดย marudopl</p>
<p>วันนี้เราจะพาสาว ๆ ชาวกระปุกดอทคอมมารู้จักกับนวัตกรรมเพื่อความงามแบบใหม่ พี่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมาโดย ด็อกเตอร์เกร็ก โฮเมอร์ และทีมจักษุแพทย์ จาก &#8220;สโตรมา เมดิคอล&#8221; (Stroma Medical) แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ที่เขาออกมาเปิดเผยกับ KTLA News สำนักข่าวประจำรัฐแคลิฟอร์เนียฝั่งใต้ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า ได้หาทางออกสำหรับชาวฝรั่งหัวทองผมบลอนด์ทั้งหลาย ที่ไม่พึงพอใจกับสีตาเข้ม ๆ ของตัวเองได้แล้ว ด้วยการทำเลเซอร์เปลี่ยนสีตาจากสีน้ำตาล ให้กลายเป็นสีฟ้าได้อย่างถาวร โดยไม่ต้องอาศัยการใส่คอนแทคเลนส์สีแม้แต่น้อย</p>
<p>เรื่องการเปลี่ยนสีตานี้ไม่ได้มีแต่คนเอเชียสีตาเข้ม ๆ จนเกือบดำสนิทอย่างเรา ที่นิยมการเปลี่ยนให้เป็นสีอ่อนลง อย่างฟ้า เขียว หรือเทา โดยการใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่นเพื่อความสวยงามเท่านั้น ชาวยุโรปบางรายที่มีตาสีเข้ม อย่างสีน้ำตาลเข้ม ก็อยากให้สีตาตัวเองอ่อนลงด้วยเช่นกัน แต่หาใช่เพื่อเหตุทางแฟชั่นอย่างเรา แต่เป็นเพราะชาวฝรั่งผมทองทั้งหลาย รู้สึกว่าดวงตาสีเข้มช่างไม่เข้ากับผมบลอนด์สีสว่าง ๆ แบบพวกเขาเอาเสียจริง ๆ หากเปลี่ยนให้สีตาเป็นสีอ่อนลงอย่างสีฟ้าได้ โดยไม่ต้องอาศัยคอนแทคเลนส์สีก็คงจะดี</p>
<p>ด็อกเตอร์โฮเมอร์เปิดเผยว่า เขาใช้เวลาในการคิดหาวิธีเปลี่ยนสีตานี้มาเกือบสิบปี โดยการทำเลเซอร์เปลี่ยนสีตาของเขานี้ สามารถเปลี่ยนสีตาจากสีนํ้าตาลให้กลายเป็นสีฟ้าได้อย่างถาวร อาศัยหลักการใช้เลเซอร์จี้กระตุ้นการสลายตัวของเม็ดสีเมลานินในม่านตา โดยคนที่ดวงตาปรากฏเป็นสีดำหรือน้ำตาลคือคนที่มีเม็ดเมลานินอยู่มาก ส่วนคนที่มีตาสีอ่อนอย่างสีฟ้าหรือเขียวจะมีเม็ดสีเมลานินอยู่เบาบางกว่า และในคนที่มีดวงตาสีแดงซึ่งพบได้ในคนที่มีอาการผิวเผือกหรือมีความผิดปกติของเม็ดสีผิว พบว่าไม่มีเม็ดสีเมลานินนี้ในดวงตาเลย เมื่อใช้หลักการนี้ประกอบกับการจี้เลเซอร์ให้เม็ดเมลานินสลายตัว จึงได้ดวงตาที่มีสีอ่อนลงโดยอัตโนมัติ การทำเลเซอร์ดังกล่าวนี้ใช้เวลาสั้น ๆ เพียง 20 วินาทีเท่านั้น แถมเมื่อเม็ดสีเมลานินนี้สลายตัวแล้ว ก็จะไม่สามารถเติบโตได้ใหม่ด้วย ทำให้การเปลี่ยนสีตาจากสีนํ้าตาลให้กลายเป็นสีฟ้านี้ส่งผลอย่างถาวร และสนนราคาสำหรับการเปลี่ยนสีตาจากสีเข้ม ๆ ให้อ่อนลงเป็นสีฟ้าสมกับเป็นฝรั่งหัวทองนี้ อยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 150,450 บาทนั่นเอง</p>
<p>แต่ด้วยความที่ยังเป็นวิทยาการใหม่ หลาย ๆ เสียงจึงยังคงหวั่น ๆ ที่จะทำ เพราะขนาดแค่พูดถึงเรื่องการทำเลสิก ซึ่งอาศัยขั้นตอนที่คล้ายคลึงกัน ก็ยังหวาดเสียวจนอดหยีตาไม่ได้ ยังไงซะสาว ๆ เอเชียตาสีเข้มอย่างเรา ก็มีสีตาที่เข้ากันดีกับสีผมและสีผิวอยู่แล้ว เรื่องการทำเลเซอร์เปลี่ยนสีตา คงดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับสาว ๆ ไปเลยใช่ไหมคะ และหากอยากเปลี่ยนสีตาเพื่อแฟชั่นสนุก ๆ แค่ชั่วครั้งชั่วคราว เราก็มีคอนแทคเลนส์สีแบบที่มีคุณภาพซึ่งสามารถตอบโจทย์สาว ๆ ได้อยู่แล้วนี่เนอะ ..จะว่าไปแล้วก็โชคดีจริง ๆ ที่เกิดเป็นสาวเอเชีย จริงไหมคะ ^^</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/logo-kapook41.png" alt="Kapook" /></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=2942</wfw:commentRss>
		<slash:comments>22304</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สวยใสง่าย ๆ ด้วยวิทยาการเพื่อผิวอ่อนเยาว์</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=2767</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=2767#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 20:01:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาผิว/ทำเลเซอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ด้วยวิทยาการ]]></category>
		<category><![CDATA[สวยงาม]]></category>
		<category><![CDATA[สวยใส]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อผิวอ่อนเยาว์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=2767</guid>
		<description><![CDATA[เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม ไม่ว่าใคร ๆ ก็ล้วนพยายามต่อสู้เพื่อรักษาใบหน้าที่อ่อนเยาว์เอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากการใช้ครีมบำรุงต่าง ๆ แล้ว ยังมีทางลัดที่ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเห็นผล ซึ่งต้องขอบคุณวิทยาการและนวัตกรรมความงามใหม่ ๆ ที่พัฒนามากขึ้นในทุก ๆ วัน วันนี้กระปุกดอทคอมได้ไปเก็บเกี่ยวความรู้ 3 วิทยาการความงามใหม่ ๆ ของต่างประเทศมาฝากกันจากเว็บไซต์ของ Harper&#8217;s Bazaar มาฝาก สำหรับสาว ๆ ที่รักความสวยความงามที่ต้องการอัพเดทความก้าวหน้าเรื่องความอ่อนเยาว์โดยเฉพาะ โดยวิทยาการใหม่ทั้ง 3 ตัวนี้ มีความโดดเด่นที่มีระยะเวลาพักฟื้นไม่นานนัก ทำให้ผู้ที่ทำสามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติแม้หลังการทำทรีตเม้นต์ CLEAR + BRILLIANT : วิทยาการเพื่อผิวสว่างใส วิทยาการนี้ทำงานโดยเลเซอร์ที่อ่อนโยนกับผิว ซึ่งช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง อันจะทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง พร้อมริ้วรอยก็จะดูตื้นขึ้น นอกจากนี้จุดเด่นของเลเซอร์ตัวนี้คือปลอดภัยกับทุกสีผิว และยังไม่ทิ้งรอยไหม้ไว้บนผิวให้คุณต้องหลบหน้าผู้คนในช่วงพักฟื้นด้วย โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 250-500 ดอลลาร์ (7,580-15,160 บาท) ผู้ที่เหมาะกับเลเซอร์ประเภทนี้ วัย 30-40 ปี ที่ต้องการมีใบหน้าที่เรียบเนียนและเปล่งปลั่งขึ้น รวมทั้งอ่อนโยนกว่าการทำทรีตเม้นต์โดยเลเซอร์แบบเข้มข้น และต้องการหลีกเลี่ยงผิวแดงไหม้หลังการเลเซอร์  กลุ่มปัญหาที่เข้าแก้ไข ริ้วรอยต่าง ๆ จุดด่างดำ สีผิวและผิวหน้าไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งฝ้าจากแดด [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม</p>
<p><span id="more-2767"></span></p>
<p>ไม่ว่าใคร ๆ ก็ล้วนพยายามต่อสู้เพื่อรักษาใบหน้าที่อ่อนเยาว์เอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากการใช้ครีมบำรุงต่าง ๆ แล้ว ยังมีทางลัดที่ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเห็นผล ซึ่งต้องขอบคุณวิทยาการและนวัตกรรมความงามใหม่ ๆ ที่พัฒนามากขึ้นในทุก ๆ วัน วันนี้กระปุกดอทคอมได้ไปเก็บเกี่ยวความรู้ 3 วิทยาการความงามใหม่ ๆ ของต่างประเทศมาฝากกันจากเว็บไซต์ของ Harper&#8217;s Bazaar มาฝาก สำหรับสาว ๆ ที่รักความสวยความงามที่ต้องการอัพเดทความก้าวหน้าเรื่องความอ่อนเยาว์โดยเฉพาะ โดยวิทยาการใหม่ทั้ง 3 ตัวนี้ มีความโดดเด่นที่มีระยะเวลาพักฟื้นไม่นานนัก ทำให้ผู้ที่ทำสามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติแม้หลังการทำทรีตเม้นต์</p>
<p>CLEAR + BRILLIANT : วิทยาการเพื่อผิวสว่างใส</p>
<p>วิทยาการนี้ทำงานโดยเลเซอร์ที่อ่อนโยนกับผิว ซึ่งช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง อันจะทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง พร้อมริ้วรอยก็จะดูตื้นขึ้น นอกจากนี้จุดเด่นของเลเซอร์ตัวนี้คือปลอดภัยกับทุกสีผิว และยังไม่ทิ้งรอยไหม้ไว้บนผิวให้คุณต้องหลบหน้าผู้คนในช่วงพักฟื้นด้วย โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 250-500 ดอลลาร์ (7,580-15,160 บาท)</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/butterfly_green15.gif" alt="" border="0" />ผู้ที่เหมาะกับเลเซอร์ประเภทนี้</p>
<p>วัย 30-40 ปี ที่ต้องการมีใบหน้าที่เรียบเนียนและเปล่งปลั่งขึ้น รวมทั้งอ่อนโยนกว่าการทำทรีตเม้นต์โดยเลเซอร์แบบเข้มข้น และต้องการหลีกเลี่ยงผิวแดงไหม้หลังการเลเซอร์</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/bullet0211.gif" alt="" border="0" /> กลุ่มปัญหาที่เข้าแก้ไข</p>
<p>ริ้วรอยต่าง ๆ จุดด่างดำ สีผิวและผิวหน้าไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งฝ้าจากแดด แต่ยังไม่ตรงจุดสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาเรื่องริ้วรอยลึก</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/gift023.gif" alt="" border="0" /> บริเวณที่สามารถทำเทรีตเม้นต์ได้</p>
<p>ใบหน้า ลำคอ อก และมือ</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/ann-15411.gif" alt="" width="13" height="13" border="0" /> ระยะเวลาในการทำ</p>
<p>40 นาที (รวมเวลาให้ยาชาออกฤทธิ์ 15-20 นาที)</p>
<p>ความรู้สึกขณะทำ</p>
<p>ผู้ที่เข้ารับการทำเลเซอร์อาจรู้สึกเหมือนโดยหยิก หรือจิ้มเบา ๆ แต่ส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/14683183.gif" alt="" width="19" height="19" border="0" /> </strong>สภาพใบหน้าหลังการเลเซอร์</p>
<p>ผิวหน้าจะแดงแต่จะหายไปได้เองภายในวันรุ่งขึ้น (ในรายที่ผิวแห้งอาจใช้เวลาราว 2 วัน)</p>
<p>ความเสี่ยง</p>
<p>อาจเกิดอาการผิวเห่อแดง ผิวไหม้ หรือสะเก็ดแผลได้ แต่โอกาสเกิดขึ้นมีน้อยมาก</p>
<p>เพื่อให้เห็นผลอย่างต่อเนื่อง ควรทำทุก ๆ 3 เดือน</p>
<p>eMATRIX : วิทยาการลบเลือนริ้วรอย</p>
<p>ในขณะที่ CLEAR + BRILLIANT เน้นเรื่องผิวสว่างใส และลดริ้วรอยเล็ก ๆ ก่อนที่จะกลายเป็นร่องลึก eMATRIX จะเน้นไปด้านกำจัดริ้วรอย และรอยแผลบนใบหน้า โดยใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุแบบไบโพลาร์ ซึ่งจะส่งคลื่นไปกระตุ้นชั้นใต้ผิวหนังเพื่อให้ผลิตคอลลาเจลเพิ่มขึ้น โดยไม่ทำร้ายผิวชั้นบน กลไกการทำงานจึงคล้ายกับทรงกรวยคว่ำ โดยส่วยปลายแหลมคือส่วนที่ทำงานกับผิวชั้นนอกสุด ในขณะที่พลังงานร้อยละ 95 ที่เหลือ อันเปรียบเหมือนด้านฐานกว้างของกรวย จะเข้าทำงานกับชั้นผิวภายใน จึงไม่จำเป็นต้องมีระยะพักฟื้นเพื่อปรับสภาพผิวชั้นนอกนั่นเอง โดยมีค่าใช้จ่ายราว 750-1,200 ดอลลาร์ (ราว 22,700-36,300 บาท)</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/butterfly_green15.gif" alt="" border="0" />ผู้ที่เหมาะกับเลเซอร์ประเภทนี้</p>
<p>วัย 35-45 ปี ที่ประสบกับปัญหาริ้วรอยแห่งวัย และร่องลึกที่ปรากฏเร็วเกินไป นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องรอยดำจากสิว และผิวตะปุ่มตะป่ำไม่สม่ำเสมอ</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/bullet0211.gif" alt="" border="0" /> กลุ่มปัญหาที่เข้าแก้ไข</p>
<p>ริ้วรอย ร่องลึก รอยแผลจากสิว อีสุกอีใส หรือรอยแผลจากการทำศัลยกรรม</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/gift023.gif" alt="" border="0" /> บริเวณที่สามารถทำเทรีตเม้นต์ได้</p>
<p>ใบหน้า ลำคอ อก และมือ</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/ann-15411.gif" alt="" width="13" height="13" border="0" /> ระยะเวลาในการทำ</p>
<p>ใช้เวลาให้ยาชาออกฤทธิ์ 15-30 นาที และเวลาทำทรีตเม้นต์อีก 20-30 นาที</p>
<p>ความรู้สึกขณะทำ</p>
<p>ผู้ป่วยแทบไม่รู้สึกเจ็บปวด ในบางรายสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ยาชา โดยอุปกรณ์มีลักษณะเป็นคล้ายปืน ที่ปลายจะมีขั้วไฟฟ้าเพื่อแนบกับผิว และจะส่งพลังงานไปทำงานกับชั้นผิวข้างใต้</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/14683183.gif" alt="" width="19" height="19" border="0" /> </strong>สภาพใบหน้าหลังการทรีตเม้นต์</p>
<p>ใบหน้าจะแดงประมาณ 1-2 วัน</p>
<p>ความเสี่ยง</p>
<p>อาจเกิดสะเก็ดแผล หรือรอยไหม้ได้บ้าง ซึ่งพบได้น้อยมาก</p>
<p>เพื่อผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ</p>
<p>สำหรับผู้ที่ต้องการลดเรื่องรอยแผลและจุดด่างดำ ควรทำ 3-4 ครั้ง โดยแต่ละครั้งห่างกัน 2-4 สัปดาห์</p>
<p>สำหรับผู้ที่ต้องการลดเรื่องริ้วรอยและร่องลึก  ควรทำ 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งห่างกัน 4 สัปดาห์ และริ้วรอยอาจเกิดขึ้นได้อีกเนื่องจากการถูกแดด จึงควรกลับมาทำซ้ำหลังจากทำครั้งแรกไป 1 ปี</p>
<p>ePRIME : วิทยาการยกกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องศัลยกรรม</p>
<p>วิทยาการเพื่อยกกระชับผิวหน้าโดยทั่วไปมักทำงานโดยส่งพลังงานเข้าไปยังชั้นผิวหนัง โดยใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุแบบไบโพลาร์ เพื่อกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน อย่างไรก็ดีพลังงานส่วนหนึ่งมักถูกผิวดูดซับเอาไว้ตามกลไกป้องกันตัวเอง ทำให้การทำทรีตเม้นต์ไม่เห็นผลเท่าที่ควร แต่ด้วยวิทยาการตัวใหม่อย่าง ePRIME สามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เช่นนี้ได้ เพราะเครื่อง ePRIME อันประกอบด้วยเข็มขนาดเล็กบางเท่าเส้นผมจำนวน 5 คู่ สามารถวัดค่าอุณหภูมิของผิว และคำนวณปริมาณพลังงานที่พอดีกับผิวในแต่ละบริเวณได้ จึงไม่ทำให้ผิวไหม้ และด้วยปลายเข็มขนาดเล็กที่ใช้ส่งผ่านพลังงานลงไปยังชั้นผิวข้างใต้ ทำให้ผิวด้านนอกไม่ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ ePRIME ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่ไม่ใช่แค่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจล แต่ยังช่วยกระตุ้นการสร้างอีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิกในผิวอีกด้วย โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 2,500-4,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 75,700-136,300 บาท)</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/butterfly_green15.gif" alt="" border="0" />ผู้ที่เหมาะกับเลเซอร์ประเภทนี้</p>
<p>วัย 40-55 ปี ที่มีปัญหาเรื่องผิวขาดความกระชับ ผิวบุ๋มหรือเป็นหลุมลงไป รอยแผลจากสิว และฝ้าจากแดด ด้วยวิทยาการนี้จะช่วยเรียกสมดุลของผิวกลับคืนมา</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/bullet0211.gif" alt="" border="0" /> กลุ่มปัญหาที่เข้าแก้ไข</p>
<p>ผิวหย่อนยานขาดความกระชับ ริ้วรอยลึก และรอยแผลจากสิว</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/gift023.gif" alt="" border="0" /> บริเวณที่สามารถทำเทรีตเม้นต์ได้</p>
<p>ใบหน้า และกำลังอยู่ระหว่างรอผลประเมินว่าสามารถใช้กับผิวบริเวณลำคอ แขน  และหน้าท้องได้หรือไม่</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/ann-15411.gif" alt="" width="13" height="13" border="0" /> ระยะเวลาในการทำ</p>
<p>ระยะเวลายาชาออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะใช้ยาชาประเภทลิโดเคน (lidocaine) ชนิดเข้มข้นต่ำฉีดบริเวณที่จะทำ และใช้เวลาทำทรีตเม้นต์ราว 45-60 นาที</p>
<p>ความรู้สึกขณะทำ</p>
<p>ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด เนื่องจากปลายเข็มมีขนาดเล็กมาก</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/14683183.gif" alt="" width="19" height="19" border="0" /> </strong>สภาพใบหน้าหลังการทรีตเม้นต์</p>
<p>อาจมีอาการผิวแดงและบวม แต่สามารถหายเองได้ภายใน 2 วัน</p>
<p>ความเสี่ยง</p>
<p>ยังไม่มีรายงานผลกระทบทำใด ๆ</p>
<p>นอกจากนี้แพทย์ยังแนะนำให้เว้นช่วงเวลา 1-3 ปี ก่อนที่จำเข้ารับการทำทรีตเม้นต์ครั้งต่อไป</p>
<p>วิทยาการเพื่อความงามที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้หญิงอย่างเรามีตัวช่วยที่หลากหลายขึ้น แต่อย่างไรก็ดีอย่าลืมดูแลผิวเป็นประจำตั้งแต่ตอนนี้กันด้วยนะคะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอบคุณ Credit ข้อมูลจาก</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/logo-kapook18.png" alt="Kapook" /></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=2767</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4245</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แผลจากการผ่าตัดศัลยกรรมประเภทต่าง</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1494</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1494#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 16:09:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาผิว/ทำเลเซอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่าตัด]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรมประเภทต่างๆ]]></category>
		<category><![CDATA[แผลจากการผ่าตัด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1494</guid>
		<description><![CDATA[ข้อจำกัดของการผ่าตัด * การผ่าตัดจะเพื่อความงามหรือแก้ไขความพิการไม่สามารถแก้ได้ 100 % ซึ่งขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง ท่านจะต้องปรึกษาแพทย์ถึงข้อจำกัดดังกล่าว * คุณไม่สามารถเลือกรูปร่าง หรือขนาดของจมูกจากหนังสือ เนื่องจากลักษณะใบหน้าหรือส่วนประกอบของใบหน้าไม่เหมือนกัน จมูกแต่ละแบบก็เหมาะสำหรับใบหน้าแต่ละแบบ * การผ่าตัดจมูกเป็นการแก้ไขความไม่สมดุล มิใช่การแกะสลัก * การผ่าตัดจมูกไม่สามารถผ่าตัดนำเนื้อเยื่อออกมากเกินไป เพราะจะทำให้จมูกไม่คงรูป * ผิวหนังบริเวณจมูกก็ไม่สามารถตัดทิ้งมากได้เหมาะจะทำให้เกิดการดึงรั้ง * ลักษณะผิวหนัง อายุ และความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับจมูก จะเป็นข้อจำกัดของการผ่าตัด การผ่าตัดมีโรคแทรกซ้อนมากน้อยแค่ไหน สำหรับคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงามเมื่อตัดสินใจจะทำการผ่าตัดเสริมจมูกแล้ว ท่านต้องตระหนักถึงโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น แม้ว่าจะอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ตาม โรคแทรกซ้อนที่อาจจะพบได้คือ * มีการติดเชื้อ * เลือดกำเดไหลออก แต่มักจะเป็นไม่มาก * แพ้ยาชา * อาจจะเกิดแผลเป็น * อาจะเกิดการผิดรูป เนื่องจากอาจจะเกิดพังผืดยึดกระดูกอ่อนทำให้จมูกผิดรูป * ประมาณ 1 ใน10รายต้องผ่าตัดอีกครั้งเพื่อแก้ไข * ให้ระลึกอยู่เสมอว่าการผ่าตัดแก้ไขหรือเสริมความงามไม่สามารถรับประกันได้ 100%ว่าจะออกมาสมบูรณ์แบบ &#160; แผลจากการผ่าตัดศัลยกรรมหน้าอก &#160; การเลือกแผลผ่าตัดโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของคนไข้ โดยทั่วไปแผลผ่าตัดที่สามารถใช้เสริมหน้าอกได้ มีดังนี้ [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ข้อจำกัดของการผ่าตัด</strong></p>
<p>* การผ่าตัดจะเพื่อความงามหรือแก้ไขความพิการไม่สามารถแก้ได้ 100 % ซึ่งขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง ท่านจะต้องปรึกษาแพทย์ถึงข้อจำกัดดังกล่าว<br />
* คุณไม่สามารถเลือกรูปร่าง หรือขนาดของจมูกจากหนังสือ เนื่องจากลักษณะใบหน้าหรือส่วนประกอบของใบหน้าไม่เหมือนกัน จมูกแต่ละแบบก็เหมาะสำหรับใบหน้าแต่ละแบบ</p>
<p><span id="more-1494"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1951" rel="attachment wp-att-1951"><img class="alignnone size-medium wp-image-1951" title="Fear" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/Fear-300x216.jpg" alt="" width="300" height="216" /></a></p>
<p>* การผ่าตัดจมูกเป็นการแก้ไขความไม่สมดุล มิใช่การแกะสลัก<br />
* การผ่าตัดจมูกไม่สามารถผ่าตัดนำเนื้อเยื่อออกมากเกินไป เพราะจะทำให้จมูกไม่คงรูป<br />
* ผิวหนังบริเวณจมูกก็ไม่สามารถตัดทิ้งมากได้เหมาะจะทำให้เกิดการดึงรั้ง<br />
* ลักษณะผิวหนัง อายุ และความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับจมูก จะเป็นข้อจำกัดของการผ่าตัด</p>
<p><strong>การผ่าตัดมีโรคแทรกซ้อนมากน้อยแค่ไหน</strong></p>
<p>สำหรับคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงามเมื่อตัดสินใจจะทำการผ่าตัดเสริมจมูกแล้ว ท่านต้องตระหนักถึงโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น แม้ว่าจะอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ตาม โรคแทรกซ้อนที่อาจจะพบได้คือ</p>
<p>* มีการติดเชื้อ<br />
* เลือดกำเดไหลออก แต่มักจะเป็นไม่มาก<br />
* แพ้ยาชา<br />
* อาจจะเกิดแผลเป็น<br />
* อาจะเกิดการผิดรูป เนื่องจากอาจจะเกิดพังผืดยึดกระดูกอ่อนทำให้จมูกผิดรูป<br />
* ประมาณ 1 ใน10รายต้องผ่าตัดอีกครั้งเพื่อแก้ไข<br />
* ให้ระลึกอยู่เสมอว่าการผ่าตัดแก้ไขหรือเสริมความงามไม่สามารถรับประกันได้ 100%ว่าจะออกมาสมบูรณ์แบบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แผลจากการผ่าตัดศัลยกรรมหน้าอก</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การเลือกแผลผ่าตัดโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของคนไข้ โดยทั่วไปแผลผ่าตัดที่สามารถใช้เสริมหน้าอกได้ มีดังนี้</p>
<ol>
<li>รักแร้</li>
<li>ปานนม</li>
<li>ใต้ราวนม</li>
<li>สะดือ</li>
<li>ผ่านแผลผ่าตัดอื่นๆ เช่น แผลผ่าตัดไขมันหน้าท้อง หรือ การเสริมหน้าอกร่วมกับการกระชับที่หน้าอก</li>
</ol>
<p>การ เลือกแผลผ่าตัด อยู่กับความชำนาญของศัลยแพทย์ โดยทั่วไปแพทย์บางท่านอาจมีแผลผ่าตัดบางตำแหน่งที่ ชำนาญและทำได้ดีก็อาจต้องเลือกแผลตามความถนัดของแพทย์ ถ้าเลือกถุงซิลิโคนขนาดใหญ่อาจไม่เหมาะที่จะเข้าทางปานนมที่มีขนาดค่อนข้าง เล็ก หรือแผลทางเข้าที่สะดือก็ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ ที่ต้องมีการเตรียมอุปกรณ์ ผ่าตัดเพิ่มเติม</p>
<p>ความ ยาวของแผลขึ้นอยู่กับลักษณะของซิลิโคนโดยทั่วไป การใช้ถุงน้ำเกลือที่ต้องฉีดน้ำเกลือภายหลังสามารถเปิดแผลเล็กๆได้ เพราะถุงที่ใส่ผ่านแผลเป็นถุงเปล่า ขณะที่สอดถุงผ่านแผลผ่าตัดสามารถม้วนถุงให้มีขนาดเล็กได้ ขณะที่ถุงเจลจะมีการใส่เจลในถุงมาก่อนจากบริษัท ขณะที่ใส่ถุงที่มีเจล ผ่านผ่าตัดทำให้แผลทางเข้าต้องมีขนาดใหญ่พอสมควร นอกจากนั้นแล้วถุงเจลผิวเรียบและผิวทรายก็มีผลต่อขนาดของแผลเหมือนกัน ถุงผิวเรียบมีลักษณะนิ่มกว่า และสามารถจับเปลี่ยนรูปร่างได้มากกว่าถุงเจลผิวทราย ทำให้ใส่ผ่านแผลขนาดเล็กได้ง่ายกว่า ดังนั้นถ้าใช้ถุงเจลผิวเรียบ ก็จะสามารถเปิดแผลที่มีขนาดเล็กกว่าผิวทราย</p>
<p><strong>ในที่นี้จะกล่าวถึงข้อดีหรือข้อเสียของการใช้แผลทางเข้าแบบต่างๆ</strong></p>
<ol>
<li>
<div align="left"><strong>แผลรักแร้</strong> โดยทั่วไปจะมีขนาด 2-3 ซ.ม. ด้านในของรักแร้ บริเวณกึ่งกลางตำแหน่งของแผลมักเลือกบริเวณที่มีรอยลึกที่สุดของรักแร้ เพื่อช่วยให้แผลเป็นในรอยร่องรักแร้เดิม ถ้าดูแลแผลได้ดี แผลที่รักแร้จะมองไม่ค่อยชัดหลังจากภายหลังแล้ว นอกจากนั้นหลังการเข้าทางรักแร้ ช่วยให้บริเวณหน้าอกไม่มีแผลเป็นเลยรักแร้เป็นตำแหน่งที่คนทั่วไปไม่ค่อยให้ ความสนใจ ดังนั้นจะมักไม่เป็นที่สังเกต นอกจากนั้นถ้าเลือกตำแหน่งที่ลงแผลในรักแร้จริงๆแล้ว เย็บปิดแผลอย่างดี แผลเป็นก็จะดีมาก ทำให้ไม่เป็นที่สังเกตการเสริมหน้าอกโดยทั่วไปใช้แผลรักแร้จะทำได้ดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์แต่ละ<br />
วิธีการนี้สามารถ ใส่ถุงเต้านมได้ทั้งตำแหน่ง เหนือกล้ามเนื้อ, ใต้กล้ามเนื้อบางส่วน และใต้กล้ามเนื้อทั้งหมด เป็น<br />
ตำแหน่งที่ดีมาก สำหรับการใส่ใต้กล้ามเนื้อเพราะสามารถยกกล้ามเนื้อขึ้นได้ทั้งหมด การเข้าทางรักแร้ ช่วยให้<br />
บริเวณเต้านมไม่มีแผลเป็น โดยที่แผลเป็นซ่อนอยู่ในรักแร้ข้อเสียก่อนการผ่าตัดรักแร้ คือ ถ้าต้องการแก้ไขหลังผ่าตัดครั้งแรก อาจจำเป็นต้องเปิดแผล ตำแหน่ง<br />
อื่นๆ เช่น หัวนมหรือให้ราวนม เพราะแผลทางรักแร้ไม่สามารถมองเห็นตำแหน่งที่ถุงเต้านมอยู่ได้ชัดเจน การแก้ปัญหาบางชนิด เช่น การที่ถุงเต้านมเลื่อนลง หรือการตัดพังพืด สามารถทำได้ค่อนข้างยาก ถ้าใช้แผลรักแร้ ดังนั้น<br />
ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นภายหลังอาจต้องเปิดแผลหัวนมหรือปานนมแทน</div>
</li>
</ol>
<p>ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือการที่แผลผ่าตัดอยู่ไกลจากตำแหน่งของเต้านม การเลาะเปิดช่องใส่เต้านมอาจ<br />
เปิดช่องว่างได้ไม่ดีหรือไม่กว้างพอ โดยเฉพาะการเสริมเหนือกล้ามเนื้อ</p>
<p><img class="aligncenter" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/breast23.jpg" alt="Sample Image" name="view_imagefiles" width="312" height="232" /></p>
<div align="left">
<p>แผลผ่าตัดที่รักแร้ จะเจ็บหลังผ่าตัดมากกว่าแผลที่หัวนมหรือฐานนม เนื่องจากมีการเปิดช่องว่างในถุง<br />
เต้านมในระยะทางยาวกว่า</p>
</div>
<ul>
<li>
<div align="left"><strong>แผลหัวนมอาจเรียกว่าแผลปานนม (AREOLAR, NIPPLE)</strong> โดยการเปิดแผลที่บริเวณขอบล่าง ของ<br />
ปานนมเป็นรอยต่อของสีเข้มกับสีอ่อนของหน้าอก</div>
<ul>
<li>
<div align="left">สามารถทำการผ่าตัดใส่ถุงเต้านมเหนือหรือใต้กล้ามเนื้อ</div>
</li>
<li>
<div align="left">สามารถประมาณตำแหน่งที่เราผ่าตัดได้ชัดเจน สามารถเปิดช่องใส่ถุงเต้านมได้พอดี</div>
</li>
<li>
<div align="left">แผล ที่เปิดบริเวณขอบล่างของปานนมเป็นตำแหน่งที่ ผิวหนังสีเข้มต่อกับผิวหนังสีขาวของเต้านมแพทย์บางคนอาจลงแผลกลางปานนมก็ได้ แต่ไม่เป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป กรณีที่ลงแผลขอบล่างปานนม แผลที่ลงควรลงไปตำแหน่งของรอยต่อ ปานนมและเนื้อนมพอดี ไม่ควรลงด้านในของปานนม เพราะถ้าแผลหายดีบริเวณแผลเป็นจะมีลักษณะเป็นสีขาวทำให้เห็นแผลเป็นได้ชัด</div>
</li>
<li>
<div align="left">แผลหัวนมถ้าหายดีจะมองเห็นไม่ชัด แต่ถ้าแผลหายช้ามักมีปัญหา แผลเป็นแผลหลังติดเชื้อจะมองเห็นแผลเป็นได้ชัดกว่าแผลที่หายเป็นปกติ</div>
</li>
<li>
<div align="left">กรณี ที่ต้องการยกกระชับหน้าอกร่วมกันกับเสริมหน้าอกแผลหัวนมเป็นแผลที่ควรใช้มาก ที่สุดเพราะการยกกระชับหน้าอก จะต้องเปิดแผลบริเวณหัวนมด้วยอยู่แล้ว ดังนั้นในการที่จะต้องยกกระชับหน้าอกด้วย ควร<br />
เลือกแผลนี้เป็นทางเข้า</div>
</li>
<li>
<div align="left">ข้อจำกัดของการใช้แผลหัวนมคือถ้าปานนมเล็กแต่ต้องการใส่ถุงขนาดใหญ่มากอาจไม่สามารถทำได้</div>
</li>
<li>
<div align="left">คน ทั่วไปจะคิดว่าการเปิดแผลปานนมไม่สามารถใส่ถุงเต้านมใต้กล้ามเนื้อได้แต่ใน ความจริงแล้วแผลใต้ปานนมสามารถใส่ถุงเต้านมไว้ได้ทำเหนือหรือใต้กล้ามเนื้อ การใส่ใต้กล้ามเนื้อจะเจ็บกว่าเพราะจะมีการเปิดชั้นกล้ามเนื้อด้วย</div>
<div align="left"><strong><br />
</strong></div>
<div style="text-align: center;" align="left"><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/breast43.jpg" alt="Sample Image" name="view_imagefiles" width="423" height="147" /><br />
</strong></div>
<div style="text-align: center;" align="left"><strong><br />
</strong></div>
<div align="left"><strong><br />
</strong></div>
<div align="left"><strong>ข้อเสียของการลงแผลที่หัวนมคือ</strong> เนื่องจากแผลอยู่กลางหัวนม ถ้าแผลมีปัญหาเช่นอักเสบ บวมมาก</div>
<div align="left">แผลเป็นก็จะเห็นได้ชัดมาก แผลมีผลต่อการให้นมบุตรในกรณีที่หัวนมขนาดเล็ก อาจมีอาการชาที่หัวนมในระยะ</div>
<ul>
<li>
<ul>
<li>
<div align="left">แรกได้และเนื่องจากการผ่าตัดต้องผ่าผ่านท่อน้ำนมมีความเชื่อว่าอาจมีการปน เปื้อนของเชื้อโรคในท่อน้ำนมไปยังตำแหน่งที่วางถุงเต้านมทำให้มีโอกาสเกิด พังพืดขึ้นได้</div>
</li>
</ul>
</li>
</ul>
</li>
</ul>
</li>
<li>
<div align="left"><strong>แผลใต้ราวนม</strong> เป็นแผลผ่าตัดที่นิยมทำกันมากในต่างประเทศ แผลใต้ราวนมสามารถใช้สำหรับใส่ถุงเต้านมที่ระดับเหนือกล้ามเนื้อหรือใต้ กล้ามเนื้อ และสามารถใช้ได้ดีในกรณีต้องการเอาถุงเต้านมออก เมื่อไม่ต้องการการลงแผลแบบนี้ช่วยให้สามารถระบุตำแหน่งของช่องว่างสำหรับ ใส่ถุงเต้านมได้ดี ทำให้วางถุงเต้านมได้ถูกต้องอย่างดี และแผลผ่าตัดจะไม่มีการตัดผ่านท่อนม ทำให้โอกาสที่มีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาปนเปื้อนมีน้อยการเปิดแผลแผลจะลงที่ตำแหน่งขอบล่างของเต้านม ซึ่งจะเป็นรอยพับของเต้านมพอดีถ้าลงในตำแหน่งที่ดีแผลเป็นจะอยู่ที่รอยพับพอ ดีทำให้มองไม่ค่อยเห็นแผลเป็นเวลายืนหรือนั่ง แต่อย่างไรก็ตาม เวลานอนก็จะเห็นแผลเป็นได้ชัดเจนส่วนใหญ่แล้วผ่าตัดแพทย์จะลงแผลต่ำกว่ารอย พับใต้ราวนมเดิมเล็กน้อยเพื่อให้ดูแผลเป็นถูกปิดบังโดยเต้านมทำให้มองไม่ เห็น<strong>ข้อดี</strong>ของ การลงแผลใต้ราวนม คือเมื่อจำเป็นที่ต้องผ่าตัด แก้ไขจากปัญหาอื่นๆ เช่นพังพืด,ถุงนมเลื่อนลงหรือถุงนมเข้ามาชิดกัน สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด ถ้าเริ่มผ่าตัดครั้งแรกด้วยแผลรักแร้แล้ว ต้องแก้ไข บางครั้งอาจต้องลงแผลใหม่ เป็นแผลที่ราวนมหรือหัวนม ในการผ่าตัดครั้งที่ 2 ทำให้มีแผลเป็น 2 ที่<strong>ปัญหาของการเปิดแผลนี้</strong> พบในคนที่มีเนื้อนมน้อยมากจนไม่มีขอบใต้ราวนมทำให้เวลาเปิดแผลต้องเอา<br />
คาดเดาเอาว่าขอบของเต้านมที่จะเกิดขึ้นใหม่ หลังการเสริมเต้านมจะเป็นบริเวณใด แต่โดยทั่วไปศัลยแพทย์ที่มี<br />
ประสบการณ์ มักจะวางแผนเลือกแผลทางเข้าได้ดี จึงมักไม่ค่อยมีปัญหานี้ นอกจากนั้นแล้ว แผลเป็นบริเวณนี้<br />
จะเปลี่ยนระดับสูงขึ้นหรือต่ำลงขึ้นอยู่กับขนาดของถุงเต้านม ดังนั้นก่อนผ่าตัดจะต้องวางแผนให้ดีเกี่ยวกับเรื่อง<br />
ขนาด คนไข้จะต้องแน่ใจเรื่องขนาด เพราะการเปลี่ยนขนาดในภายหลังอาจทำให้แผลเป็นเห็นชัดขึ้น กล่าวคือ<br />
โดยทั่วไปหลังการเสริมหน้าอกโดยใช้แผลใต้ราวนม เราจะเอาจุดศูนย์กลางของถุงอยู่ที่หัวนม และขอบของถุงอยู่<br />
ที่ขอบล่างของราวนมพอดี ดังนั้นในคนคนเดียวกัน ถ้าใช้ถุงขนาดใหญ่มากแผลทางเข้าจะอยู่เลื่อนสูงขึ้นกว่าขอบ<br />
ราวนมเดิมเพราะรอยพับของเต้านมจะเลื่อนลง ดังนั้นถ้าคนที่เคยใส่ถุงขนาดเล็กแล้วเปลี่ยนเป็นไซด์ใหญ่ขึ้น<br />
แผลเป็นก็จะเปิดสูงขึ้นกว่าขอบราวนมทำให้แผลไม่อยู่พอดีที่รอยพับใต้ราวนมแต่จะอยู่สูงกว่ารอบพับเล็กน้อย<br />
ขณะเดียวกันถ้าผ่าตัดเปลี่ยนขนาดเป็นขนาดเล็กลง แผลเป็นก็จะขยับต่ำลง ถ้าเปลี่ยนใจเอาถุงนมออก แผลเป็นก็<br />
จะเห็นชัดเจน เพราะไม่มีเนื้อนมบังแผลเป็น</p>
</div>
<ul>
<li>
<div align="left">การ เปิดแผลราวนม เหมาะกับผู้ที่อยู่ประเทศตะวันตกเพราะคนผิวขาวแผลเป็นจะดี หลังจากผ่านไป 3-6 เดือน ก็มองเห็นไม่ชัด และเหมาะกับคนที่มีเนื้อนมมากพอสมควรที่เต้านมจะต้องสามารถปิดแผลเป็นได้ใน คนไทยหรือคนเอเชียการเปิดแผลแบบนี้ อาจต้องระมัดระวังเพราะแผลเป็นหลังผ่าตัดอาจเห็นได้ชัดนี่คือเหตุผลว่าทำไม คนไทยถึงไม่นิยมใช้แผลแบบนี้ แผลเป็นการผ่าตัดนี้จะสามารถเพิ่มความยาวกว่าแผลอื่นๆกรณีที่ต้องใส่ถุงขนาด ใหญ่มาก</div>
<div align="left">
<p><img class="aligncenter" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/breast33.jpg" alt="Sample Image" name="view_imagefiles" width="430" height="163" /></p>
</div>
</li>
</ul>
</li>
<li>
<div align="left"><strong>ผ่าตัดทางสะดือ(TUBA-TRANUMBILICAL,NAVEL)</strong>วิธีนี้มักกระทำมามากกว่า 15 ปี แต่เนื่องจากเทคนิคยุ่งยากและต้องใช้เครื่องมือพิเศษจะไม่ค่อยนิยมทำแผลทาง นี้สามารถวางถุงเต้านม ได้ทั้งเหนือและใต้กล้ามเนื้อการผ่าตัดทำโดยเปิดแผลขนาดเล็กที่สะดือ และใช้กล้องส่องทางใต้ผิวหนัง ในตำแหน่งที่เสริมหน้าอก<br />
ขยายช่องว่าง หลังจากได้ช่องว่างพอเหมาะ ใส่ถุงน้ำเกลือ ม้วนผ่านกล้อง เข้าไปยังตำแหน่งที่ต้องการและเติม<br />
น้ำเกลือจนได้ขนาดของเต้านมที่ต้องการ<strong>ข้อดี</strong>ของ การเลือกทางสะดือคือ แผลเย็บไม่เห็นที่เต้านมเลย และมีความเจ็บปวดน้อยเนื่องจากการส่องกล้องจะขยายช่องทางเล็กๆ แต่การเจ็บหน้าอกจากการขยาย การเจ็บของเต้านมไม่แตกต่างจากวิธีอื่น</p>
<p><strong>ข้อเสีย</strong>ของ วิธีนี้คือ การใช้กล้องส่อง จะต้องมีการผ่านทางหน้าท้อง บางครั้งหลังผ่าตัดอาจจะเห็นแผลเป็นได้ชัดเป็นรูป ตัว V ที่ผนังหน้าท้อง เหนือสะดือแต่ปัญหานี้พบได้ไม่บ่อย</p>
<p>การใช้แผลสะดือ ถ้าต้องการใส่ใต้กล้ามเนื้อ การผ่าตัดจะค่อนข้างยากและเสียเวลานานและบางครั้งถ้าเปิดแผลสะดือแล้ว จัดวางถุงเต้านมได้ไม่ดี อาจต้องเปลี่ยนเป็นเปิดแผลที่ปานนมหรือราวนมขณะที่ทำการผ่าตัดนอกจากนั้น แล้ว จะเห็นว่าตำแหน่งทางเข้าของแผล และตำแหน่งของเต้านม ห่างไกลกันมากดังนั้นการจัดวางถุงเต้านมบางครั้ง ค่อนข้างยากหรือได้ตำแหน่งที่ไม่ค่อยดี</p>
<p>การผ่าตัดทางสะดือ สามารถใช้ได้เฉพาะถุงน้ำเกลือไม่สามารถใช้ถุงเจลได้</p>
<p>ความเห็นของผู้เขียน คิดว่าการผ่าตัดผ่านสะดือ เป็นเพียงเทคนิคการแสดงเทคนิคการผ่าตัดของ<br />
ศัลยแพทย์ บางท่านว่าทำได้ การผ่าตัดและการดูแลหลังผ่าตัด ล้วนแล้วแต่มีปัญหา เทคนิคมีการพัฒนามา 15-20 ปี<br />
แต่มีคนนิยมทำกันน้อยมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นเหตุผลก็คือการเสริมหน้าอก เพื่อเปิดช่องใส่ถุงเต้านม เทคนิคการผ่าตัด<br />
แม้ว่าจะเปิดช่องได้แต่ก็ไม่สามารถจัดวางตำแหน่งของถุงได้ดีเท่าวิธีอื่นๆ หากต้องมีการแก้ไข ก็ไม่สามารถทำ<br />
จากแผลเดิมได้ บางครั้งการผ่าตัดในเคส ที่ค่อนข้างยาก อาจต้องเปลี่ยนมาเปิดแผลทางหัวนมหรือใต้ราวนมทำให้<br />
มีแผลถึง 2 แผล ในปัจจุบันยังไม่ถือเป็นวิธีมาตรฐานเหมือนกับ 3 วิธีแรกและบริษัทผู้ผลิตเต้านมเทียมก็ไม่<br />
รับประกันถ้ามีการแตกรั่วของถุงในระหว่างการผ่าตัดโดยผ่านทางสะดือ ถ้ามีข้อผิดพลาดระหว่างผ่าตัดอาจมี<br />
ค่าใช้จ่ายของถุงเต้านมเพิ่ม</p>
</div>
</li>
<li>
<div align="left"><strong>เข้าทางแผลผ่าตัดอื่นๆ</strong><br />
การผ่าตัดอื่นบางครั้งมีแผลผ่าตัดอยู่แล้ว อาจทำการผ่าตัดเสริมหน้าอกผ่านทางแผลนั้นๆได้เลยโดยไม่<br />
ต้องเปิดแผลใหม่ โดยที่มีการเสริมหน้าอกโดยใส่ถุงซิลิโคนทางแผลผ่าตัดได้แก่</div>
<ol>
<li>
<div align="left"><strong>ผ่านแผลผ่าตัดไขมันหน้าท้อง</strong> การตัดไขมันหน้าท้องจะมีการยกผิวหนังหน้าท้องขึ้นตั้งแต่ใต้สะดือ จนถึงขอบซี่โครงและลิ้นปี่ บริเวณเหนือต่อขอบซี่โครงจะเป็นตำแหน่งของเต้านมสามารถเสริมหน้าอกผ่านช่อง ทางนี้ได้โดยไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัดแยกอีกแผลหนึ่ง</div>
<ul>
<li>
<div align="left">การ เสริมหน้าอกในตำแหน่งนี้ สามารถใช้ได้กับการวางถุงเต้านมในตำแหน่ง เหนือกล้ามเนื้อหรือใต้กล้ามเนื้อ แต่การเสริมโดยวางใต้กล้ามเนื้อจะค่อนข้างยากและสามารถทำได้ในคนไข้บางคน เท่านั้น ในคนที่อ้วนมากๆไม่สามารถทำได้ ถุงเต้านมสามารถใช้ได้ทั้งถุงน้ำเกลือและถุงเจล ในกรณีถุงน้ำเกลือจะใส่ขนาดใหญ่เท่าไหร่ก็ได้แต่สำหรับถุงเจลไม่ควรมีขนาด ใหญ่เกินไปเพราะการใส่ถุงทำได้ค่อนข้างยากโดยทั่วไปพบว่าในคนที่มาตัดหน้าท้อง จากการที่หน้าท้องหย่อนยานก็มักจะมีเต้านมยานด้วย การเสริมหน้าอกก็มักเลือกเสริมเหนือกล้ามเนื้ออยู่แล้วเพื่อให้ลักษณะเต้านม ยานดีขึ้นจึงสามารถเสริมผ่านแผลนี้ได้</div>
</li>
<li>
<div align="left">ข้อจำกัดของวิธีการนี้คือ ปัญหาเรื่องของแผลผ่าตัดไขมันเพราะเมื่อมีการเสริมหน้าอกด้วยจะมีการเปิด<br />
ช่องใต้ราวนม ทำให้มีการตัดเส้นเลือดบางส่วนทั่วไปที่ผิวหนังหน้าท้อง ทำให้มีปัญหาเรื่องแผลหน้าท้องได้วิธีนี้ จะไม่แนะนำในคนที่มีผนังหน้าท้องหนามากๆและคนที่มีแผลผ่าตัดตามขวางที่หน้า ท้อง<br />
รูปตัดไขมันหน้าท้องที่ B (s)</div>
</li>
</ul>
</li>
<li>
<div align="left"><strong>การเสริมผ่านแผลผ่าตัดเต้านมออก</strong> วิธีสำหรับการผ่าตัดที่เป็น การผ่าตัดเพื่อเสริมสร้างไม่ใช่การผ่าตัดเพื่อความสวยงามในผู้ที่ต้องผ่าตัด เต้านมออกเนื่องจากเป็นมะเร็งและต้องการทำเต้านมต่อเลยอาจผ่าตัดใส่ถุงเต้า นมเทียมไว้ได้เลยถ้าแน่ใจได้ว่าไม่ต้องฉายแสง</div>
</li>
</ol>
</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เครดิตจาก http://thebreaststory.com</strong></p>
<p>Credit: siliconeclub.com</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1494</wfw:commentRss>
		<slash:comments>48</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
