<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดั้งโด่งดอทคอม &#187; หน้าเรียว/Botox</title>
	<atom:link href="http://info.dungdong.com/?cat=821&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://info.dungdong.com</link>
	<description>เว็บรีวิวศัลยกรรมอันดับ 1</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Sep 2014 08:25:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.0.38</generator>
	<item>
		<title>ยกกระชับใบหน้าและรูปร่างด้วยไหมละลาย ไม่ต้องผ่าตัด</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=3168</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=3168#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 21:57:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าเรียว/Botox]]></category>
		<category><![CDATA[ด้วยไหมละลาย]]></category>
		<category><![CDATA[ยกกระชับใบหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[รูปร่าง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ต้องผ่าตัด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=3168</guid>
		<description><![CDATA[ยกกระชับใบหน้าและรูปร่างด้วยไหมละลาย ไม่ต้องผ่าตัด (APPEAL THE BEAUTY BIBLE) ทางเลือกใหม่โดยไม่ต้องผ่าตัด สมัยก่อนเมื่อมีปัญหาคิ้วหรือหนังตาตก ผิวหย่อนคล้อย คางสองชั้น มีริ้วรอยบริเวณลำคอ หลายคนมักนึกถึงการผ่าตัดดึงหน้า ซึ่งต้องตัดผิวหนังส่วนเกินออกไป ก่อนเย็บแผลเก็บไว้บริเวณหลังใบหู หรือบริเวณหนังศีรษะ ซึ่งทำให้ต้องพักฟื้นนาน และยังมีรอยแผลเป็นให้เห็น แถมค่าใช้จ่ายในการรักษาก็ค่อนข้างสูงอีกด้วย ปัจจุบัน มีทางเลือกใหม่โดยไม่ต้องเจ็บตัวและไม่ต้องพักฟื้น นั่นคือ การยกกระชับใบหน้าด้วยไหมละลาย PDO (Polydioxanone) ที่กำลังได้รับความนิยมกันทั่วโลก ประโยชน์ที่มากกว่าการดึงหน้า ไหมชนิดนี้มีการใช้ในวงการแพทย์มานานนับสิบปี เพื่อเย็บเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือเส้นเลือดในร่างกาย ถือว่ามีความปลอดภัยสูง ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยาทั้งในและต่างประเทศ นำมาร้อยบริเวณผิวหนังทั้งใบหน้าและลำตัวได้ในหลายกรณี  แก้ปัญหาคิ้วและหนังตาตก  แก้ปัญหาโหนกแก้มต่ำ ร่องแก้มลึก  แก้ปัญหามุมปากตก แก้มหย่อนคล้อย รูปหน้าไม่คมได้รูป  แก้ปัญหาคางสองชั้นและริ้วรอยบริเวณลำคอ  แก้ปัญหาปลายและสันจมูกไม่ได้รูป ปลายคางไม่งอน  ช่วยยกทรวงอก  แก้ปัญหาผิวหย่อนใต้ท้องแขน  ช่วยให้เอวคอดได้รูป ยกกระชับผิวหน้าท้องที่หย่อนคล้อย และสร้างซิคแพคสำหรับผู้ชาย  ช่วยยกบั้นท้ายให้งอนสวย  แก้ปัญหาผิวไม่สม่ำเสมอ เช่น รอยแตกลายหน้าท้อง หรือเซลลูไลท์ ไหมละลายชนิดนี้แตกต่างจากไหมละลายชนิดอื่นอย่างไร ไหม PDO เป็นไหมละลาย ซึ่งร่างกายจะค่อย ๆ กำจัดออกไปจนหมดภายในระยะเวลา [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ยกกระชับใบหน้าและรูปร่างด้วยไหมละลาย ไม่ต้องผ่าตัด (APPEAL THE BEAUTY BIBLE)<br />
<span id="more-3168"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=3169" rel="attachment wp-att-3169"><img class="alignnone size-full wp-image-3169" title="" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/sul_1.jpg" alt="" width="500" height="519" /></a></p>
<p style="text-align: left;">ทางเลือกใหม่โดยไม่ต้องผ่าตัด</p>
<p>สมัยก่อนเมื่อมีปัญหาคิ้วหรือหนังตาตก ผิวหย่อนคล้อย คางสองชั้น มีริ้วรอยบริเวณลำคอ หลายคนมักนึกถึงการผ่าตัดดึงหน้า ซึ่งต้องตัดผิวหนังส่วนเกินออกไป ก่อนเย็บแผลเก็บไว้บริเวณหลังใบหู หรือบริเวณหนังศีรษะ ซึ่งทำให้ต้องพักฟื้นนาน และยังมีรอยแผลเป็นให้เห็น แถมค่าใช้จ่ายในการรักษาก็ค่อนข้างสูงอีกด้วย</p>
<p>ปัจจุบัน มีทางเลือกใหม่โดยไม่ต้องเจ็บตัวและไม่ต้องพักฟื้น นั่นคือ การยกกระชับใบหน้าด้วยไหมละลาย PDO (Polydioxanone) ที่กำลังได้รับความนิยมกันทั่วโลก</p>
<p>ประโยชน์ที่มากกว่าการดึงหน้า</p>
<p>ไหมชนิดนี้มีการใช้ในวงการแพทย์มานานนับสิบปี เพื่อเย็บเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือเส้นเลือดในร่างกาย ถือว่ามีความปลอดภัยสูง ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยาทั้งในและต่างประเทศ นำมาร้อยบริเวณผิวหนังทั้งใบหน้าและลำตัวได้ในหลายกรณี</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/47_68167_82683ef603c67dc10.gif" alt="" border="0" /> แก้ปัญหาคิ้วและหนังตาตก</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/47_68167_82683ef603c67dc10.gif" alt="" border="0" /> แก้ปัญหาโหนกแก้มต่ำ ร่องแก้มลึก</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/47_68167_82683ef603c67dc10.gif" alt="" border="0" /> แก้ปัญหามุมปากตก แก้มหย่อนคล้อย รูปหน้าไม่คมได้รูป</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/47_68167_82683ef603c67dc10.gif" alt="" border="0" /> แก้ปัญหาคางสองชั้นและริ้วรอยบริเวณลำคอ</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/47_68167_82683ef603c67dc10.gif" alt="" border="0" /> แก้ปัญหาปลายและสันจมูกไม่ได้รูป ปลายคางไม่งอน</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/47_68167_82683ef603c67dc10.gif" alt="" border="0" /> ช่วยยกทรวงอก</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/47_68167_82683ef603c67dc10.gif" alt="" border="0" /> แก้ปัญหาผิวหย่อนใต้ท้องแขน</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/47_68167_82683ef603c67dc10.gif" alt="" border="0" /> ช่วยให้เอวคอดได้รูป ยกกระชับผิวหน้าท้องที่หย่อนคล้อย และสร้างซิคแพคสำหรับผู้ชาย</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/47_68167_82683ef603c67dc10.gif" alt="" border="0" /> ช่วยยกบั้นท้ายให้งอนสวย</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/47_68167_82683ef603c67dc10.gif" alt="" border="0" /> แก้ปัญหาผิวไม่สม่ำเสมอ เช่น รอยแตกลายหน้าท้อง หรือเซลลูไลท์</p>
<p>ไหมละลายชนิดนี้แตกต่างจากไหมละลายชนิดอื่นอย่างไร</p>
<p>ไหม PDO เป็นไหมละลาย ซึ่งร่างกายจะค่อย ๆ กำจัดออกไปจนหมดภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งแตกต่างจากไหมยกกระชับใบหน้าชนิดอื่น ในสมัยก่อนอย่างไหมแอปทอส (Aptos) ซึ่งมีลักษณะเป็นฟันปลา เป็นไหมชนิดไม่ละลาย หลังทำมักพบรอยช้ำนาน และต้องอาศัยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง หากทำผิดวิธีทำให้ใบหน้าไม่สมดุล ต้องมาผ่าตัดเพื่อเอาไหมออกไปก่อนร้อยใหม่ นอกจากนี้ยังไม่สามารถร้อยบริเวณลำตัวได้</p>
<p>ขณะที่ไหมทอง (Gold Thread) ซึ่งประกอบด้วยทองคำบริสุทธิ์ มีโลหะเป็นองค์ประกอบ เป็นไหมชนิดที่ไม่ละลาย ข้อดี คือไม่ต้องพักฟื้นนาน ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายสูงมากและต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เพราะไม่สามารถทำเลเซอร์หรือนวดหน้าด้วยคลื่นวิทยุได้เหมือนคนทั่วไป เพราะอาจทำให้ไหมทองดูดซับความร้อนและขาดในผิวได้ นอกจากนี้บางรายอาจเกิดอาการแพ้ทองคำบริสุทธิ์ที่เป็นองค์ประกอบอยู่ได้ หากเกิดปัญหาต้องมาผ่าตัดเพื่อเอาไหมออกไปเช่นกัน และยังไม่สามารถนำมาร้อยกระชับผิวบริเวณลำตัวได้เช่น ไหม PDO</p>
<p>ซึ่งไหม OPD จัดว่าเป็นละลายชนิดเดียวที่มีความปลอดภัย และประสิทธิภาพสูงกว่าไหมละลายชนิดอื่นอย่างไหมละลาย Catgut ซึ่งมักพบรอยซ้ำแดงได้นานกว่าถึง 20 วัน หรือไหมละลาย PGA (Polyglycolic Acid) หรือไหมลtลาย Polyglactic ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อได้ในช่วง 60-90 วันหลังร้อย เนื่องจากไหมชนิดนี้จะมีรูพรุนอยู่มาก ทำให้เกิดได้ติดเชื้อได้ง่ายกว่า และละลายหายไปเร็วภายใน 3 เดือน ทำให้ประสิทธิภาพในการกระตุ้นให้เกิดผังผืดหรือเส้นใยที่ดึงรั้งผิวเกิดเพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น ขณะที่ไหม PDO จะคงอยู่ได้นาน 1-3 ปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div>
<p>ขอขอบคุณ เครดิตข้อมูลจาก</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/kapook11.png" alt="Kapook.com กระปุก Logo" /></p>
</div>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/appeal11.jpg" alt="" border="0" /><br />
ฉบับเดือนกันยายน 2554 ISSUE 05</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=3168</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตัดคาง เพื่อเรียวหน้าสวยเรียวเล็ก</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=2968</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=2968#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 20:39:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าเรียว/Botox]]></category>
		<category><![CDATA[ตัดคาง]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อเรียวหน้าสวย]]></category>
		<category><![CDATA[เรียวเล็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=2968</guid>
		<description><![CDATA[เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม เป็นธรรมดาของผู้หญิงทุกคน ที่ไม่อยากเกิดมาขี้ริ้วขี้เหร่ เพราะใคร ๆ ก็อยากสวยด้วยกันทั้งนั้น หรืออย่างน้อยหากไม่เข้าขั้นสวย ก็ขอให้ดูดีบ้างอะไรบ้าง ก็ยังพอทำให้ใจชื้นและมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองขึ้นมาหน่อย วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของคนคางเหลี่ยม หรือคางใหญ่ไม่ได้รูปทรง ทำให้ใบหน้าดูกว้าง ประมาณว่าเดินมา เห็นหน้าบานมาแต่ไกล หากใครกำลังมีปัญหาแบบนี้ หรือรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นและมีวุฒิภาวะเพียงพอแล้ว ก็อยากทำสวยด้วยการทำศัลยกรรมตกแต่ง &#8220;คาง&#8221; ให้เรียวเล็กสมใจ วันนี้กระปุกดอทคอมมีเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการศัลยกรรม &#8220;ตัดคาง&#8221; มาฝากค่ะ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องตัดคาง? กรอได้ไหม&#8230; เหลาแทนได้หรือเปล่า&#8230; เพราะคำว่า&#8221;ตัด&#8221; มันดูน่ากลัว ๆ ยังไงชอบกล!! จริง ๆ แล้วการเหลาคาง กรอคาง สามารถทำได้ค่ะ แต่อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับคนที่มีปัญหาคางเหลี่ยมมาก ๆ ประกอบกับมีกรามใหญ่ร่วมด้วย เพราะการกรอหรือเหลาคาง จะทำให้ความหนาของกระดูกบางลงไม่มาก ทำให้ไม่เห็นผลอย่างที่น่าพอใจเท่ากับการตัด ทั้งนี้ การตัดคาง คือ การผ่าตัดเพื่อลดขนาดของคาง ที่เหลี่ยม ใหญ่ และมีรูปร่างไม่ได้สัดส่วน โดยเปิดแผลในช่องปากเลาะลงไปจนถึงกระดูกคาง แล้วใช้เครื่องตัดกระดูกคาง และปิดแผลจากด้านใน ซึ่งเป็นการดีคือทำให้ไม่มีแผลด้านนอกโชว์หราให้ใครเห็น สำหรับการผ่าตัดแต่งคางนี้ สามารถทำได้โดยใช้ยาสลบ ระยะเวลาในการผ่าตัดอยู่ที่ประมาณ 2-3 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kapook.com/" target="_blank"><br />
</a>เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม</p>
<p>เป็นธรรมดาของผู้หญิงทุกคน ที่ไม่อยากเกิดมาขี้ริ้วขี้เหร่ เพราะใคร ๆ ก็อยากสวยด้วยกันทั้งนั้น หรืออย่างน้อยหากไม่เข้าขั้นสวย ก็ขอให้ดูดีบ้างอะไรบ้าง ก็ยังพอทำให้ใจชื้นและมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองขึ้นมาหน่อย<br />
<span id="more-2968"></span><br />
วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของคนคางเหลี่ยม หรือคางใหญ่ไม่ได้รูปทรง ทำให้ใบหน้าดูกว้าง ประมาณว่าเดินมา เห็นหน้าบานมาแต่ไกล หากใครกำลังมีปัญหาแบบนี้ หรือรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นและมีวุฒิภาวะเพียงพอแล้ว ก็อยากทำสวยด้วยการทำศัลยกรรมตกแต่ง &#8220;คาง&#8221; ให้เรียวเล็กสมใจ วันนี้กระปุกดอทคอมมีเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการศัลยกรรม &#8220;ตัดคาง&#8221; มาฝากค่ะ</p>
<p>หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องตัดคาง? กรอได้ไหม&#8230; เหลาแทนได้หรือเปล่า&#8230; เพราะคำว่า&#8221;ตัด&#8221; มันดูน่ากลัว ๆ ยังไงชอบกล!!</p>
<p>จริง ๆ แล้วการเหลาคาง กรอคาง สามารถทำได้ค่ะ แต่อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับคนที่มีปัญหาคางเหลี่ยมมาก ๆ ประกอบกับมีกรามใหญ่ร่วมด้วย เพราะการกรอหรือเหลาคาง จะทำให้ความหนาของกระดูกบางลงไม่มาก ทำให้ไม่เห็นผลอย่างที่น่าพอใจเท่ากับการตัด</p>
<p>ทั้งนี้ การตัดคาง คือ การผ่าตัดเพื่อลดขนาดของคาง ที่เหลี่ยม ใหญ่ และมีรูปร่างไม่ได้สัดส่วน โดยเปิดแผลในช่องปากเลาะลงไปจนถึงกระดูกคาง แล้วใช้เครื่องตัดกระดูกคาง และปิดแผลจากด้านใน ซึ่งเป็นการดีคือทำให้ไม่มีแผลด้านนอกโชว์หราให้ใครเห็น สำหรับการผ่าตัดแต่งคางนี้ สามารถทำได้โดยใช้ยาสลบ ระยะเวลาในการผ่าตัดอยู่ที่ประมาณ 2-3 ชั่วโมง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดคางอาจทำร่วมกับการผ่าตัดมุมกรามได้ด้วย เพื่อให้รูปหน้าเรียวเล็กสวยสมใจสไตล์เกาหลี หรือได้หน้ารูปไข่นั่นแหละ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดให้คุณด้วยค่ะ</p>
<p>ส่วนการดูแลแผลหลังผ่าตัด คุณควรใช้น้ำยาบ้วนปากบ่อย ๆ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อในช่องปาก และปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่นาน&#8230; คุณก็จะได้รูปหน้าใหม่ที่เรียวเล็กสวยสมใจ</p>
<p>อ๊ะ ๆ สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลย คือ การค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องการจะทำ รวมทั้งปรึกษาศัลยแพพทย์ที่เชื่อถือได้ มีทักษะและความชำนาญเฉพาะด้านมากพอ เพื่อความสวยอย่างปลอดภัยของตัวคุณเองค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/logo-kapook47.png" alt="Kapook" /></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=2968</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการยกกระชับหน้าด้วยไหม</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=2843</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=2843#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 20:08:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าเรียว/Botox]]></category>
		<category><![CDATA[การยกกระชับหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เสริมความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[ไหม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=2843</guid>
		<description><![CDATA[Thread Lift  เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการยกกระชับหน้าด้วยไหม..(SLIM UP) Skin Expert Text Dr.Nantapat Supapannachart ช่วงนี้กระแสการยกกระชับหน้าด้วยไหม กำลังมาแรง เลยอยากจะขอคุยเกี่ยวกับเทคโนโลยีตัวนี้ว่ามันมีความเป็นมาอย่างไร และมีพัฒนาการอย่างไร ควรใช้ในกรณีไหนและมีข้อควรระวังอะไรบ้าง การยกกระชับหน้าด้วยไหม Aptos เทคโนโลยีในการยกกระชับหน้าด้วยไหม ที่จริงไม่ใช่ของใหม่ มันมีมานานกว่า 10 ปีแล้วค่ะ แนวคิดของการใช้ไหมก็คือ ทำอย่างไรให้ไม่ต้องผ่าตัดแล้วสามารถดึงหน้าได้ ในสมัยนั้นการยกกระชับหน้าแบบเทอร์มาจ หรืออัลเธอรายังไม่มี เมื่อต้องการจะต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกก็มีทางเดียวคือต้องผ่าตัดทำ face lift ซึ่งมีความยุ่งยาก มีความเสี่ยงสูง และมีช่วงเวลาที่ต้องพักฟื้นนาน จึงได้เกิดแนวคิดการใช้ไหมยกกระชับหน้าชื้นในช่วงแรก ซึ่งจะเป็นไหมที่มีชื่อเรียกว่า Aptos มีลักษณะเป็นไหมฟันปลา คิดค้นและพัฒนาโดยศัลยแพทย์ชาวรัสเซีย ที่ดัดแปลงการใช้ประโยชน์ของไหมเย็บแผล โดยคิดค้นและออกแบบเส้นไหมให้มีลักษณะเหมือนฟันปลาสำหรับเกี่ยวดึงผิวหนังให้ยกกระชับชื้น จึงเหมาะสำหรับการดึงผิวหน้าเฉพาะส่วน เช่น หางคิ้ว ร่องแก้ม เป็นต้น ไหมทอง..ยกกระชับ และให้ผิวใส ถัดมาก็เป็นไหมทอง ด้วยแนวคิดที่ว่าทองคำทำให้ผิวกระจ่างใสได้ ก็เลยมีการใส่ทองคำเข้าไปเพื่อให้ผิวใส ต่อมาก็มีการเพิ่มขนาดไหมเพื่อให้เกิดการยกกระชับผิวด้วย เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปร่างกายก็จะสร้างคอลลาเจนใหม่ในบริเวณนั้น ทำให้ผิวยกขึ้น ดังขึ้น ข้อควรระวังก็คือ หลังทำควรจะต้องเลี่ยงทรีตเม้นต์ที่ให้ความร้อนต่าง ๆ [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>Thread Lift  เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการยกกระชับหน้าด้วยไหม..(SLIM UP)<br />
Skin Expert Text Dr.Nantapat Supapannachart<br />
<span id="more-2843"></span><br />
ช่วงนี้กระแสการยกกระชับหน้าด้วยไหม กำลังมาแรง เลยอยากจะขอคุยเกี่ยวกับเทคโนโลยีตัวนี้ว่ามันมีความเป็นมาอย่างไร และมีพัฒนาการอย่างไร ควรใช้ในกรณีไหนและมีข้อควรระวังอะไรบ้าง</p>
<p>การยกกระชับหน้าด้วยไหม Aptos</p>
<p>เทคโนโลยีในการยกกระชับหน้าด้วยไหม ที่จริงไม่ใช่ของใหม่ มันมีมานานกว่า 10 ปีแล้วค่ะ แนวคิดของการใช้ไหมก็คือ ทำอย่างไรให้ไม่ต้องผ่าตัดแล้วสามารถดึงหน้าได้ ในสมัยนั้นการยกกระชับหน้าแบบเทอร์มาจ หรืออัลเธอรายังไม่มี เมื่อต้องการจะต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกก็มีทางเดียวคือต้องผ่าตัดทำ face lift ซึ่งมีความยุ่งยาก มีความเสี่ยงสูง และมีช่วงเวลาที่ต้องพักฟื้นนาน จึงได้เกิดแนวคิดการใช้ไหมยกกระชับหน้าชื้นในช่วงแรก ซึ่งจะเป็นไหมที่มีชื่อเรียกว่า Aptos มีลักษณะเป็นไหมฟันปลา คิดค้นและพัฒนาโดยศัลยแพทย์ชาวรัสเซีย ที่ดัดแปลงการใช้ประโยชน์ของไหมเย็บแผล โดยคิดค้นและออกแบบเส้นไหมให้มีลักษณะเหมือนฟันปลาสำหรับเกี่ยวดึงผิวหนังให้ยกกระชับชื้น จึงเหมาะสำหรับการดึงผิวหน้าเฉพาะส่วน เช่น หางคิ้ว ร่องแก้ม เป็นต้น</p>
<p>ไหมทอง..ยกกระชับ และให้ผิวใส</p>
<p>ถัดมาก็เป็นไหมทอง ด้วยแนวคิดที่ว่าทองคำทำให้ผิวกระจ่างใสได้ ก็เลยมีการใส่ทองคำเข้าไปเพื่อให้ผิวใส ต่อมาก็มีการเพิ่มขนาดไหมเพื่อให้เกิดการยกกระชับผิวด้วย เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปร่างกายก็จะสร้างคอลลาเจนใหม่ในบริเวณนั้น ทำให้ผิวยกขึ้น ดังขึ้น ข้อควรระวังก็คือ หลังทำควรจะต้องเลี่ยงทรีตเม้นต์ที่ให้ความร้อนต่าง ๆ ที่ใบหน้า หรือทำด้วยความร้อนต่าง ๆ ที่ใบหน้า หรือทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ นอกจากนั้นการร้อยเส้นไหมทองคำอาจจะมีปัญหาสำหรับผู้ที่แพ้โลหะได้ จึงต้องทำด้วยความระมัดระวังและโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น นอกจากนี้ไหมทองจะไม่สามารถย่อยสลายได้ แม้ทำไปนานแล้วก็ตาม ถ้าไป x-ray ดูก็จะยังเห็นเป็นขีดๆ อยู่ทั่วใบหน้า โลหะหนักถือเป็นสารอนุมูลอิสระอย่างหนึ่ง ในปัจจุบันยังไม่มีผลการศึกษาถึงผลกระทบในระยะยาว</p>
<p>ไหมละลาย&#8230;เทรนด์ยกกระชับหน้าที่กำลังมาแรง</p>
<p>ล่าสุดที่กำลังฮิตในขณะนี้คือไหมละลาย ซึ่งก็มีการพัฒนาเทคนิคกันในหลายประเทศ ทั้งอเมริกา ยุโรป และเกาหลี สำหรับไหมละลาย ชื่อก็บอกแล้วนะคะว่ามันจะย่อยสลายไปได้เองตามธรรมชาติ ต่างกับ 2 แบบแรกที่ไม่ใช่ไหมละลาย สำหรับแนวคิดของไหมละลายจะแตกต่างจาก 2 วิธีแรกเลย คือไม่ได้ใช้ไหมเพื่อการยกผิว แต่เป็นการร้อยไหมเส้นเล็ก ๆ จำนวนมากเป็นร้อยเส้นเข้าสู่ชั้นผิวหนัง ไหมจะไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง เนื่องจากเกิดการอักเสบของผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปธรรมชาติจะสร้างคอลลาเจนในบริเวณที่เกิดการอักเสบค่ะ</p>
<p>เป็นการหลอกให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนในบริเวณที่เราต้องการ เมื่อเกิดการสร้างคอลลาเจนก็ทำให้ผิวเกิดการกระชับดึงขึ้น ผิวดูเปล่งปลั่งขึ้น ผลอยู่ได้ชั่วคราวประมาณ 6 เดือน ข้อดีคือทำแล้วเห็นผลทันที แต่ก็มีข้อเสียคือมีความเสี่ยง ถ้าร่างกายไม่รับแล้วเกิดแพ้ไหมขึ้นมา และไหมยังไม่ละลายร่างกายก็จะพยายามผลักมันออก ก็จะทำให้ผิวเป็นตุ่มๆ เป็นหนองขึ้นได้ นอกจากนี้การเอาเข็มจิ้มไหมลงไปเป็นร้อยครั้งก็จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้มากกว่า ดังนั้นต้องเลือกทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญเท่านั้นค่ะ</p>
<p>การจะเลือกใช้วิธีการยกกระชับหน้าด้วยไหมควรศึกษาหาข้อมูลให้มาก และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อที่จะออกแบบการใช้ไหมให้เกิดประโยชน์เหมาะสมกับปัญหาได้มากที่สุด อาจไม่จำเป็นต้องใช้ไหมทั้งหน้า แต่เลือกใช้เฉพาะจุดเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด เพราะในบางจุดของใบหน้าก็ไม่เหมาะกับการใช้ไหม เช่นที่ปลายจมูก เพราะมีเลือดไปหล่อเลี้ยงน้อย ก็อาจจะเกิดการอักเสบได้ง่าย ทุกการการรักษามีข้อดีข้อเสียงแตกต่างกันและมีความเหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาไม่เหมือนกัน จึงจำเป็นที่จะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและหาข้อมูล เพื่อให้ได้วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหามากที่สุดค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<div>
<p>ขอบคุณ Credit ข้อมูลจาก</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/logo-kapook24.png" alt="Kapook" /></strong></p>
</div>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/slim_up_logo1.jpg" alt="" border="0" /><br />
ISSUE 47 พฤศจิกายน 2554</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=2843</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรมยกกระชับหน้า จากเกาหลี ร้อยไหมละลาย</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=2813</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=2813#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 20:04:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าเรียว/Botox]]></category>
		<category><![CDATA[จากเกาหลี]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ยกกระชับหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[ร้อยไหมละลาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=2813</guid>
		<description><![CDATA[นวัตกรรมยกกระชับหน้าจากเกาหลี ร้อยไหมละลาย ความงามละลายทรัพย์ (ไทยโพสต์) กลายเป็นนวัตกรรมความงามที่กำลังระบาดมากที่สุดในขณะนี้ กับความแรงของกระแสการใช้ &#8220;ไหมละลาย&#8221; หรือ PDO (Polydioxanone) ซึ่งเดิมเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการผ่าตัด โดยสถาบันเสริมความงามชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทย จับเอาเทคนิคร้อยไหมละลายจากประเทศเกาหลีมาเป็นตัวชูโรง ขายโฆษณาแก่ผู้ที่มีปัญหาคิ้วหรือหนังตาตก ผิวหย่อน คางสองชั้น มีริ้วรอยบริเวณลำคอ ฯลฯ ว่านวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยรักษาให้ผิวพรรณกลับมาเต่งตึงดังเดิมได้ โดยระบุว่า ไหมละลายที่ร้อยเข้าไปนั้นจะกระตุ้นการสร้างเส้นเลือด นำไปสู่กระบวนการสร้างผิวและคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นกระชับตึงขึ้นในทันที ผิวพรรณจะกระจ่างใสภายใน 2 สัปดาห์ และร่างกายสามารถกำจัดไหมได้หมดภายใน 6 เดือน ขณะที่ผลของการร้อยไหมจะคงสภาพได้นาน 2-3 ปี ที่สำคัญไม่ต้องเจ็บตัวกับการผ่าตัดอีกต่อไป และมีความปลอดภัยสูง โดยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 9,000 บาท จนถึงหลัก 100,000 บาท หากทำยกเซตทั้งใบหน้ารวมถึงคางและคอ เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รองผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า เทคนิคเสริมความงามด้วยการร้อยไหมเกือบทุกชนิด ทั้งการร้อยด้วยไหมแบบดั้งเดิมที่มีแฉกแง่ง ไหมทอง หรือจะเป็นไหมละลายที่ฮิตกันอยู่นั้น ยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัดว่าเทคนิคดังกล่าวได้ผลจริงหรือไม่ และมีอันตรายมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในกรณีการร้อยไหมละลายที่มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องใช้ไหมจำนวนมากในการฉีดเข้าสู่ใบหน้า โดยปกติการร้อยไหมละลายแบบเดิมใช้เพียง 2-8 เส้นต่อแก้ม 1 [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>นวัตกรรมยกกระชับหน้าจากเกาหลี ร้อยไหมละลาย ความงามละลายทรัพย์ (ไทยโพสต์)<br />
<span id="more-2813"></span><br />
กลายเป็นนวัตกรรมความงามที่กำลังระบาดมากที่สุดในขณะนี้ กับความแรงของกระแสการใช้ &#8220;ไหมละลาย&#8221; หรือ PDO (Polydioxanone) ซึ่งเดิมเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการผ่าตัด โดยสถาบันเสริมความงามชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทย จับเอาเทคนิคร้อยไหมละลายจากประเทศเกาหลีมาเป็นตัวชูโรง ขายโฆษณาแก่ผู้ที่มีปัญหาคิ้วหรือหนังตาตก ผิวหย่อน คางสองชั้น มีริ้วรอยบริเวณลำคอ ฯลฯ ว่านวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยรักษาให้ผิวพรรณกลับมาเต่งตึงดังเดิมได้</p>
<p>โดยระบุว่า ไหมละลายที่ร้อยเข้าไปนั้นจะกระตุ้นการสร้างเส้นเลือด นำไปสู่กระบวนการสร้างผิวและคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นกระชับตึงขึ้นในทันที ผิวพรรณจะกระจ่างใสภายใน 2 สัปดาห์ และร่างกายสามารถกำจัดไหมได้หมดภายใน 6 เดือน ขณะที่ผลของการร้อยไหมจะคงสภาพได้นาน 2-3 ปี ที่สำคัญไม่ต้องเจ็บตัวกับการผ่าตัดอีกต่อไป และมีความปลอดภัยสูง โดยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 9,000 บาท จนถึงหลัก 100,000 บาท หากทำยกเซตทั้งใบหน้ารวมถึงคางและคอ</p>
<p>เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รองผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า เทคนิคเสริมความงามด้วยการร้อยไหมเกือบทุกชนิด ทั้งการร้อยด้วยไหมแบบดั้งเดิมที่มีแฉกแง่ง ไหมทอง หรือจะเป็นไหมละลายที่ฮิตกันอยู่นั้น ยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัดว่าเทคนิคดังกล่าวได้ผลจริงหรือไม่ และมีอันตรายมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในกรณีการร้อยไหมละลายที่มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องใช้ไหมจำนวนมากในการฉีดเข้าสู่ใบหน้า โดยปกติการร้อยไหมละลายแบบเดิมใช้เพียง 2-8 เส้นต่อแก้ม 1 ข้าง แต่หากเป็นการร้อยไหมละลายแล้ว จะใช้เส้นไหม 20-30 เส้นต่อแก้ม 1 ข้าง</p>
<p>&#8220;ตัวไหมละลายมีความปลอดภัยจริงเพราะเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ถามว่าได้ผลตามที่โฆษณาจริงหรือไม่ ตรงนี้ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันในระยะยาวได้ เนื่องจากการยิงเส้นไหมเข้าไปในผิวหนัง เป็นธรรมดาที่จะเกิดการอักเสบ และอาการชอกช้ำนี้เองจะไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ส่วนอายุของไหมละลายจะอยู่ได้ 6 เดือนถึง 1 ปี เมื่อไหมละลายสลายไปพร้อมกับอาการระบมทุเลา ผิวหน้าที่เคยตึงก็จะกลับมาหย่อนคล้อยอีกครั้ง ไม่ได้มีผลต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปีอย่างที่อวดอ้าง จึงอยากให้ผู้ที่ต้องการทำไตร่ตรองในหลายมิติ ทั้งค่าใช้จ่าย ผลข้างเคียง และช่วงระยะเวลาของการได้ผล&#8221; รอง ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นพ.จินดา ยังระบุถึงอันตรายของการใช้วิธีร้อยไหมชนิดอื่นๆ เพื่อเสริมความงามต่อด้วยว่า เทคนิคการร้อยไหมมีนานแล้ว โดยมีวิวัฒนาการจากไหมปกติที่มีแง่งเล็กๆ อยู่รอบผิวนอกของเส้นไหม เพื่อเอาไว้เกี่ยวพยุงเนื้อให้ยกกระชับ แต่การยิงเส้นไหมเพียง 2-4 เส้นต่อแก้ม 1 ข้าง ไม่สามารถพยุงกล้ามเนื้อให้ใบหน้ายกกระชับได้จริง เพราะมวลกล้ามเนื้อมีน้ำหนักมากกว่า จึงทำให้เกิดอาการหย่อนคล้อยในภายหลังจนเลิกฮิตทำในที่สุด</p>
<p>ทว่า ต่อมาก็มีนวัตกรรมร้อยไหมทองเข้ามาบูมอีกครั้งหนึ่ง โดยการร้อยไหมทองนี้ทางสถานเสริมความงามนำเอาทองมาเป็นตัวขายดึงดูดความน่าสนใจ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไหมทองนี้พยุงกล้ามเนื้อไม่ได้เลย เนื่องจากมีพื้นผิวเกลี้ยง แถมเส้นไหมยังมีขนาดเล็กมากจนแตกป่นได้ง่าย อีกทั้งทองยังเป็นธาตุเฉื่อยที่ไม่น่าจะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้จริง หรือถ้ากระตุ้นได้ก็น่าจะกระตุ้นได้น้อย แบบไม่เกิดปฏิกิริยากับผิว และเมื่อเส้นไหมเกิดการแตกหักแล้วก็นำออกจากเนื้อเยื่อได้ยาก ตนจึงคิดว่านวัตกรรมการร้อยไหมเพื่อปรับโครงสร้างหน้าตาหรือรูปร่าง เป็นการเสริมความงามที่มีความเสี่ยงสูง และไม่คุ้มค่าแก่การเสียเงินทำ แม้จะไม่มีอันตรายถึงชีวิตก็ตาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอบคุณ Credit ข้อมูลจาก</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/logo-kapook20.png" alt="Kapook" /></strong></p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/thaipost1.jpg" alt="" border="0" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=2813</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เนรมิตหน้าเรียวด้วยเทคโนโลยี</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=2666</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=2666#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 16:14:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าเรียว/Botox]]></category>
		<category><![CDATA[ด้วยเทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าเรียว]]></category>
		<category><![CDATA[เนรมิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=2666</guid>
		<description><![CDATA[เนรมิตหน้าเรียวด้วยเทคโนโลยี (Lisa) &#8220;หน้าเล็ก หน้าเรียว&#8221; ไม่ใช่ว่าจะต้องขึ้นเตียงผ่าตัดอย่างเดียว เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็นเลเซอร์อัลตร้าซาวนด์ หรือแม้แต่การใช้เข็มฉีด ก็สามารถเนรมิตรูปหน้าให้คุณได้ทั้งนั้น &#160; การที่ใบหน้าของคุณไม่เรียว ใหญ่ และกลมจะต้องดูจากหูไล่ลงมาถึงกราม ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งสาเหตุจากกระดูกกรามที่ใหญ่เกินไป โดยในกรณีนี้ต้องใช้การผ่าตัด อาจเป็นเพราะกล้ามเนื้อบริเวณกราม หรือเพราะไขมันที่สะสมหากคุณมี โดยถ้าหากเป็นกรณีนี้ควรลองลดน้ำหนักดูก่อน ซึ่งก็มีวิธีให้เลือกต่างกัน ตามแต่ว่าปัญหานั้น เกิดจากอะไร โบท็อกซ์ คือการฉีดยาคลายกล้ามเนื้อตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Botulinum Toxin ใช้เทคนิคที่แพทย์เรียกว่า &#8220;เนเฟอร์ติติ&#8221; คือการทำให้ใบหน้าเรียวขึ้นด้วยการฉีดโบท็อกซ์บริเวณแนวกรามลงมาจนถึงกล้ามเนื้อตรงคอ เหมาะสำหรับผู้ที่มีกล้ามเนื้อกรามใหญ่ซึ่งจะทำให้ได้ผลดีปกติแล้วแพทย์จะให้ยาชา เพราะต้องฉีดหลายเข็ม (หากไม่ใช้ยาชาก็จะเจ็บอยู่พอสมควร) และอยู่ได้นาน 8-12 เดือน เนื่องจากแพทย์ต้องใช้ยาค่อนข้างมาก ค่าใช้จ่าย : เริ่มตั้งแต่ 5,000 บาท / ครั้ง เมโสเธอราพี ในกรณีที่คุณมีใบหน้าใหญ่เพราะมีไขมันเยอะในบริเวณแก้มก็อาจจะต้องใช้วิธีการสลายไขมัน โดย Mesotherapy คือการใช้ตัวยา วิตามิน และสารอาหาร ฉีดเข้าไปในผิวหนังชั้นกลาง เพื่อขจัดไขมันส่วนเกิน ทั้งนี้ อาจจะต้องฉีดซ้ำ 5-10 ครั้งกว่าจะเห็นผล (ประมาณ 4-8 สัปดาห์หลังทำทรีตเมนต์) ค่าใช้จ่าย : เริ่มตั้งแต่ 3,000 บาท / ครั้ง [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนรมิตหน้าเรียวด้วยเทคโนโลยี (Lisa)</p>
<p>&#8220;หน้าเล็ก หน้าเรียว&#8221; ไม่ใช่ว่าจะต้องขึ้นเตียงผ่าตัดอย่างเดียว เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็นเลเซอร์อัลตร้าซาวนด์ หรือแม้แต่การใช้เข็มฉีด ก็สามารถเนรมิตรูปหน้าให้คุณได้ทั้งนั้น</p>
<p><span id="more-2666"></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=2682" rel="attachment wp-att-2682"><img class="alignnone size-full wp-image-2682 aligncenter" title="" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/01_2712.jpg" alt="" width="366" height="550" /></a></p>
<p>การที่ใบหน้าของคุณไม่เรียว ใหญ่ และกลมจะต้องดูจากหูไล่ลงมาถึงกราม ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งสาเหตุจากกระดูกกรามที่ใหญ่เกินไป โดยในกรณีนี้ต้องใช้การผ่าตัด อาจเป็นเพราะกล้ามเนื้อบริเวณกราม หรือเพราะไขมันที่สะสมหากคุณมี โดยถ้าหากเป็นกรณีนี้ควรลองลดน้ำหนักดูก่อน ซึ่งก็มีวิธีให้เลือกต่างกัน ตามแต่ว่าปัญหานั้น เกิดจากอะไร</p>
<p>โบท็อกซ์ คือการฉีดยาคลายกล้ามเนื้อตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Botulinum Toxin ใช้เทคนิคที่แพทย์เรียกว่า &#8220;เนเฟอร์ติติ&#8221; คือการทำให้ใบหน้าเรียวขึ้นด้วยการฉีดโบท็อกซ์บริเวณแนวกรามลงมาจนถึงกล้ามเนื้อตรงคอ เหมาะสำหรับผู้ที่มีกล้ามเนื้อกรามใหญ่ซึ่งจะทำให้ได้ผลดีปกติแล้วแพทย์จะให้ยาชา เพราะต้องฉีดหลายเข็ม (หากไม่ใช้ยาชาก็จะเจ็บอยู่พอสมควร) และอยู่ได้นาน 8-12 เดือน เนื่องจากแพทย์ต้องใช้ยาค่อนข้างมาก</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/butterfly_green8.gif" alt="" border="0" />ค่าใช้จ่าย : เริ่มตั้งแต่ 5,000 บาท / ครั้ง</p>
<p>เมโสเธอราพี ในกรณีที่คุณมีใบหน้าใหญ่เพราะมีไขมันเยอะในบริเวณแก้มก็อาจจะต้องใช้วิธีการสลายไขมัน โดย Mesotherapy คือการใช้ตัวยา วิตามิน และสารอาหาร ฉีดเข้าไปในผิวหนังชั้นกลาง เพื่อขจัดไขมันส่วนเกิน ทั้งนี้ อาจจะต้องฉีดซ้ำ 5-10 ครั้งกว่าจะเห็นผล (ประมาณ 4-8 สัปดาห์หลังทำทรีตเมนต์)</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/butterfly_green8.gif" alt="" border="0" />ค่าใช้จ่าย : เริ่มตั้งแต่ 3,000 บาท / ครั้ง</p>
<p>อัลตร้าซาวนด์ หรือที่เรียกกันว่า Ulthera คือการนำอัลตร้าซาวนด์มาเป็นตัวนำแล้วใส่พลังงานลงไป เลเซอร์ชนิดนี้จะยกกระชับผิวและปรับรูปหน้าโดยการลงลึกถึงชั้นพังผืดเหนือกล้ามเนื้อ ข้อดีคือทำครั้งเดียวอยู่ได้ถึงหนึ่งปี ไม่มีแผล ข้อเสียคือต้องแปะยาชา ทำเสร็จแล้วอาจมีอาการบวมเล็กน้อย และจะเริ่มเห็นผลหลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน แต่จะเห็นผลชัดเจนเมื่อผ่านไป 3 เดือน</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/butterfly_green8.gif" alt="" border="0" />ค่าใช้จ่าย : ประมาณ 90,000 บาท / ครั้ง</p>
<p>Nd : YAG เลเซอร์ที่ลงลึกไปถึงชั้นหนังแท้ ทำให้คอลลาเจนหดรัดตัว ใบหน้าตึง ผลก็คือรูปหน้าจะเรียวขึ้น ข้อดีก็คือไม่เจ็บมากไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น ใช้เวลารวดเร็วเพียง 15-30 นาที โดยที่จะเห็นผลหลังจากทำ 3-4 ทรีตเมนต์ เว้นระยะ 1-2 ครั้ง / เดือน</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/butterfly_green8.gif" alt="" border="0" />ค่าใช้จ่าย : เริ่มตั้งแต่ 5,000 บาท / ครั้ง</p>
<p>ระวังไว้ก่อนก็ดีนะ</p>
<p>ควรปรึกษาแพทย์ให้ดีว่าทรีตเมนต์ไหนที่เหมาะกับคุณ แต่ในคนที่มีแผล มีสิวอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงไปก่อน เช่นเดียวกับสตรีมีครรภ์และคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเลือดออกง่าย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div>
<p>ขอบคุณ Credit ข้อมูลจาก</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/logo-kapook8.png" alt="Kapook" /></strong></p>
</div>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/lisa_logo9.jpg" alt="" width="125" height="79" border="0" /><br />
Vol.12 No.48 14 ธันวาคม 2554</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=2666</wfw:commentRss>
		<slash:comments>48</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยกกระชับลดหย่อนคล้อยด้วย ไหมละลาย</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=2645</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=2645#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 16:12:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ความงามผิวพรรณ การดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าเรียว/Botox]]></category>
		<category><![CDATA[ยกกระชับ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดหย่อนคล้อย]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สวย]]></category>
		<category><![CDATA[ไหมละลาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=2645</guid>
		<description><![CDATA[ยกกระชับลดหย่อนคล้อยด้วย “ไหมละลาย” (Lisa) มารู้จักการยกกระชับผิวด้วย &#8220;ไหมละลาย&#8221; เทรนด์ใหม่สุดฮิตของคนรักความงามกัน &#160; ไหมละลายเริ่มต้นมาจากแพทย์ 2 สาขา คือแพทย์ศัลยกรรมและแพทย์ผิวหนัง แต่แพทย์ที่เริ่มการร้อยเข็มและร้อยไหมเข้าไปในร่างกายก็คือแพทย์ฝังเข็ม ซึ่งใช้เข็มในการกระตุ้นกระแสไฟฟ้า และแพทย์จีนซึ่งเมื่อฝังเข็มเสร็จแล้วจะร้อยตัวไหมเข้าไป เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการสร้างคอลลาเจนทำให้หายปวด แต่ที่กล่าวมานี้ไม่เกี่ยวกับการดึงหน้า ในการยกกระชับใบหน้าจะใช้ไหมละลายที่ชื่อว่า Miracu มีตัวเข็มเล็กและคม มีลักษณะคล้ายไขควงจิ๋ว ปลายด้านหนึ่งจะเป็นไหมรูปตัว U สอดอยู่ ซึ่งต่างจากไหมทั่วไปตรงที่ทำมาจาก Polydioxanone (PDO) ซึ่งใช้ในการเย็บอวัยวะภายใน มีโอกาสแพ้น้อย โดยมีเวลาละลายประมาณ 6-8 เดือน หรือ 180-240 วัน ในช่วงเวลาดังกล่าวไหมจะสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังได้ ทำไมถึงใช้ไหมชนิดอื่น ๆ ไม่ได้  ไหมก้างปลาและไหม APTOS ในขณะที่ร้อยไหม อาจจะมีฮุคหรือก้างปลาข้างใดข้างหนึ่งหัก อาจทำให้หน้าข้างใดข้างหนึ่งไม่เท่ากัน หรือหากต้องการนำออกจากร่างกายต้องดึงที่ตำแหน่งเดิม ด้วยความที่ไหมมีลักษณะเป็นตะขอ เวลาดึงออกจึงเจ็บพอสมควร  ไหมทอง เมื่อร้อยลงไปบนผิวหน้าแล้วจะไม่สามารถทำทรีตเมนต์ที่ใช้เลเซอร์ความร้อนสูง ๆ ได้เพราะความร้อนจะทำให้ตัวไหมซึ่งเป็นอนุภาคของโลหะแตกออก และแทบจะนำไหมออกได้เลย นอกจากนี้ ยังทำให้คนไข้ไม่สามารถทำ MRI ได้ในกรณีที่จำเป็น  ไหมเย็บแผล ไม่สามารถนำมาใช้ในกรณีนี้ได้ เนื่องจากไหมเย็บแผลปกติจะใช้เวลาละลายประมาณ 2-4 สัปดาห์ [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ยกกระชับลดหย่อนคล้อยด้วย “ไหมละลาย” (Lisa)</p>
<p>มารู้จักการยกกระชับผิวด้วย &#8220;ไหมละลาย&#8221; เทรนด์ใหม่สุดฮิตของคนรักความงามกัน</p>
<p><span id="more-2645"></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=2659" rel="attachment wp-att-2659"><img class="alignnone size-full wp-image-2659" title="" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/01_2362.jpg" alt="" width="366" height="550" /></a></p>
<p>ไหมละลายเริ่มต้นมาจากแพทย์ 2 สาขา คือแพทย์ศัลยกรรมและแพทย์ผิวหนัง แต่แพทย์ที่เริ่มการร้อยเข็มและร้อยไหมเข้าไปในร่างกายก็คือแพทย์ฝังเข็ม ซึ่งใช้เข็มในการกระตุ้นกระแสไฟฟ้า และแพทย์จีนซึ่งเมื่อฝังเข็มเสร็จแล้วจะร้อยตัวไหมเข้าไป เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการสร้างคอลลาเจนทำให้หายปวด แต่ที่กล่าวมานี้ไม่เกี่ยวกับการดึงหน้า</p>
<p>ในการยกกระชับใบหน้าจะใช้ไหมละลายที่ชื่อว่า Miracu มีตัวเข็มเล็กและคม มีลักษณะคล้ายไขควงจิ๋ว ปลายด้านหนึ่งจะเป็นไหมรูปตัว U สอดอยู่ ซึ่งต่างจากไหมทั่วไปตรงที่ทำมาจาก Polydioxanone (PDO) ซึ่งใช้ในการเย็บอวัยวะภายใน มีโอกาสแพ้น้อย โดยมีเวลาละลายประมาณ 6-8 เดือน หรือ 180-240 วัน ในช่วงเวลาดังกล่าวไหมจะสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังได้</p>
<p>ทำไมถึงใช้ไหมชนิดอื่น ๆ ไม่ได้</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/48be26836.gif" alt="" border="0" /> ไหมก้างปลาและไหม APTOS ในขณะที่ร้อยไหม อาจจะมีฮุคหรือก้างปลาข้างใดข้างหนึ่งหัก อาจทำให้หน้าข้างใดข้างหนึ่งไม่เท่ากัน หรือหากต้องการนำออกจากร่างกายต้องดึงที่ตำแหน่งเดิม ด้วยความที่ไหมมีลักษณะเป็นตะขอ เวลาดึงออกจึงเจ็บพอสมควร</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/48be26836.gif" alt="" border="0" /> ไหมทอง เมื่อร้อยลงไปบนผิวหน้าแล้วจะไม่สามารถทำทรีตเมนต์ที่ใช้เลเซอร์ความร้อนสูง ๆ ได้เพราะความร้อนจะทำให้ตัวไหมซึ่งเป็นอนุภาคของโลหะแตกออก และแทบจะนำไหมออกได้เลย นอกจากนี้ ยังทำให้คนไข้ไม่สามารถทำ MRI ได้ในกรณีที่จำเป็น</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/48be26836.gif" alt="" border="0" /> ไหมเย็บแผล ไม่สามารถนำมาใช้ในกรณีนี้ได้ เนื่องจากไหมเย็บแผลปกติจะใช้เวลาละลายประมาณ 2-4 สัปดาห์ ซึ่งไม่ได้ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและยังอาจจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบจากแบคทีเรียด้วย</p>
<p>ร้อยไหม เขาทำกันอย่างไร</p>
<p>ก่อนอื่นแพทย์จะดูขนาดรูปหน้าของคนไข้เสียก่อนว่าจำเป็นต้องใช้ไหมมากหรือน้อยแค่ไหน แพทย์อาจฉีดยาชาก่อนเริ่มโดยเมื่อฝังเข็มเข้าไปแล้วค่อยๆ สอดออก ไหมรูปตัว U ก็จะติดอยู่ในบริเวณที่แพทย์ต้องการโดยไม่ติดออกมากับเข็ม (ซึ่งจะทำให้คนไข้เจ็บตัวเปล่า) เมื่อเสร็จแล้วสามารถกลับบ้านได้โดยไม่ต้องพักฟื้น คนไข้อาจระบมนิดหน่อย บางคนพบว่าผิวช้ำขึ้นอยู่กับสภาพผิว ผ่านไปสักหนึ่งสัปดาห์ อาจมีอาการบวมเล็กน้อย แต่สัก 2-4 สัปดาห์จึงจะเห็นผลชัดเจน</p>
<p>ผลที่เห็นได้</p>
<p>ออกฤทธิ์ในเรื่องของการยกกระชับใบหน้า ไม่ว่าจะทำให้หน้าที่หย่อนคล้อย กระชับขึ้น หรือทำให้ร่องแก้มลดลง และยังลดปริมาณไขมันสะสม เช่น ลดขนาดแก้ม แขน หรือลดหน้าท้องได้ด้วย แต่ตั้งนี้ ส่วนสะโพก เนินอก และตามลำตัวอาจยังไม่เห็นผลสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ ผลกระชับจะอยู่ได้นาน 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์</p>
<p>ข้อห้าม ข้อควรระวัง</p>
<p>ไม่เหมาะสำหรับคนที่กินยาละลายลิ่มเลือด หรือกินวิตามินอี เพราะอาจทำให้เกิดอาการช้ำเลือดมากกว่าปกติ</p>
<p>ค่าใช้จ่าย</p>
<p>ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าต้องใช้ไหมกี่เส้น โดยค่าใช้จ่ายอาจจะเริ่มที่ 1,500 บาท / เส้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอบคุณ Credit ข้อมูลจาก</p>
<p><strong><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/logo-kapook5.png" alt="Kapook" /></strong></p>
<p><strong><br />
</strong><br />
ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/lisa_logo6.jpg" alt="" width="125" height="79" border="0" /><br />
Vol.12 No.48 14 ธันวาคม 2554</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=2645</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10979</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การปรับรูปหน้าให้เรียวด้วย BOTOX</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1819</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1819#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 18:24:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าเรียว/Botox]]></category>
		<category><![CDATA[BOTOX]]></category>
		<category><![CDATA[การปรับรูปหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[สวย]]></category>
		<category><![CDATA[หน้ายาว]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าเรียว]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นสัดส่วน]]></category>
		<category><![CDATA[ให้เรียว]]></category>
		<category><![CDATA[ได้รูป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1819</guid>
		<description><![CDATA[ผู้ที่มีปัญหาโครงหน้าเหลี่ยมจะมีลักษณะกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกรที่ใหญ่กว่า ปกติ กล้ามเนื้อชนิดนี้มีชื่อว่า &#8220;Masseter&#8221; มักพบในคนที่นอนกัดฟัน สบฟันไม่สนิท หรือการเคี้ยวอาหารที่มีความเหนียวอย่างปลาหมึก หรือหมากฝรั่งมาก ๆ ก็เป็นสาเหตุทำให้กล้ามเนื้อบริเวณมุมกรามหรือขากรรไกรมี &#160; การพัฒนาให้หนานูน มากกว่าปกติ หรือบางรายอาจเป็นโดยกำเนิด เมื่อสังเกตบริเวณใบหน้าจะพบว่าคางเป็นเหลี่ยมชัดเจน หากลองกัดฟันจะเห็นลำของกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกรทั้งสองข้างชัดเจนกว่าคน ปกติ การฉีด Botox ทำให้ใบหน้าเหลี่ยมดูเรียวเล็กลงได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงเหมือนการผ่าตัดกราม เพราะ Botox จะออกฤทธิ์โดยการคลายกล้าม และช่วยลดการทำงานกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกร ความหนานูนของกล้ามเนื้อบริเวณมุมกรามจึงลดลง ทำให้รูปหน้าดูเรียวเล็กลงได้ ฉีด Botox ลดกราม แล้วเมื่อไหร่จะเห็นผล ?? Botox จะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากฉีดไปแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์ และออกฤทธิ์เต็มที่ช่วง 2-3 เดือนหลังการฉีด ซึ่งผลการรักษาแต่ละครั้งจะคงอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละคน การฉีด Botox มีอันตรายไหมคะ Botox นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายถึง 70 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งของเทคนิคความงาม โดยไม่ต้องผ่าตัดในปี 2547 ในสหรัฐอเมริกา และจัดเป็นสารที่ใช้แก้ไขปัญหารูปหน้า [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div align="center"><strong><br />
</strong></div>
<p>ผู้ที่มีปัญหาโครงหน้าเหลี่ยมจะมีลักษณะกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกรที่ใหญ่กว่า ปกติ กล้ามเนื้อชนิดนี้มีชื่อว่า &#8220;Masseter&#8221; มักพบในคนที่นอนกัดฟัน สบฟันไม่สนิท หรือการเคี้ยวอาหารที่มีความเหนียวอย่างปลาหมึก หรือหมากฝรั่งมาก ๆ ก็เป็นสาเหตุทำให้กล้ามเนื้อบริเวณมุมกรามหรือขากรรไกรมี</p>
<p><span id="more-1819"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1848" rel="attachment wp-att-1848"><img class="alignnone size-medium wp-image-1848" title="httpplasticsurgeryguru.net" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/httpplasticsurgeryguru.net_-253x300.jpg" alt="" width="253" height="300" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การพัฒนาให้หนานูน มากกว่าปกติ หรือบางรายอาจเป็นโดยกำเนิด เมื่อสังเกตบริเวณใบหน้าจะพบว่าคางเป็นเหลี่ยมชัดเจน หากลองกัดฟันจะเห็นลำของกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกรทั้งสองข้างชัดเจนกว่าคน ปกติ</p>
<p>การฉีด Botox ทำให้ใบหน้าเหลี่ยมดูเรียวเล็กลงได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงเหมือนการผ่าตัดกราม เพราะ Botox จะออกฤทธิ์โดยการคลายกล้าม และช่วยลดการทำงานกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกร ความหนานูนของกล้ามเนื้อบริเวณมุมกรามจึงลดลง ทำให้รูปหน้าดูเรียวเล็กลงได้</p>
<p><strong>ฉีด Botox ลดกราม แล้วเมื่อไหร่จะเห็นผล ??<br />
</strong>Botox จะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากฉีดไปแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์ และออกฤทธิ์เต็มที่ช่วง 2-3 เดือนหลังการฉีด ซึ่งผลการรักษาแต่ละครั้งจะคงอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละคน</p>
<p><strong>การฉีด Botox มีอันตรายไหมคะ</strong><br />
Botox นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายถึง 70 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งของเทคนิคความงาม โดยไม่ต้องผ่าตัดในปี 2547 ในสหรัฐอเมริกา และจัดเป็นสารที่ใช้แก้ไขปัญหารูปหน้า โดยไม่พึ่งศัลยกรรมมากที่สุดในปัจจุบัน</p>
<p>อันตรายอาจเกิดขึ้นได้จากการใช้สาร botox ที่ไม่ได้มาตรฐานในปัจจุบันสาร botulinum toxin ที่ใช้ในในประเทศไทยคือ</p>
<p>1 botulinum toxin ยี่ห้อ Botox ของ original จากบริษัท Allergan USA</p>
<p>2 botulinum toxin ยี่ห้อ Dysport เป็นของ Ipsen Limited ประเทศอังกฤษ</p>
<p>3 botulinum toxin จากประเทศจีนซึ่งต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากเพราะเป็นสารที่ยังไม่มีงาน วิจัยมารับรอง ควรถามแพทย์ก่อนทุกครั้งว่าใช้สาร botulinum toxin ยี่ห้อใดก่อนการฉีด</p>
<p>ผลการรักษาขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง</p>
<ol>
<li>ชนิดของสาร botulinum toxin ที่นำมาฉีด</li>
<li>เทคนิคการฉีด</li>
</ol>
<div>
<p>Credit: siliconeclub.com</p>
<p>Credit ภาพประกอบจาก plasticsurgeryguru.net</p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1819</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การดึงหน้าและคอ</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1649</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1649#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 16:59:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าเรียว/Botox]]></category>
		<category><![CDATA[การดึงหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[คอ]]></category>
		<category><![CDATA[ยกกระชับสัดส่วน]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สวย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1649</guid>
		<description><![CDATA[การผ่าตัดดึงหน้า(Rhytidectomy, Face Lift Surgery) ภาวะการแก่ชรา(Aging Process) เริ่มเมื่ออายุ 30 ปี โดยจะมีส่วนประกอบใหญ่ๆ สองส่วนคือ 1.ความเสื่อมโดยธรรมชาติและแสงแดดทำให้ ผิวหนังบางลง มีริ้วรอยย่นขนาดเล็กๆ หรือจุดเม็ดสีที่ผิดปกติ 2.ผิว หนังหย่อนยานลงจากแรงโน้มถ่วงของโลก เห็นได้จากคิ้วที่ตกลงมาพร้อมๆกับหนังตาบน หนังตาล่างและแก้มที่หย่อนลงมาทำให้โหนกแก้มดูต่ำลง เกิดร่องข้างแก้มและจมูก หรือแก้มที่ห้อยลงมาจนมองไม่เห็นขอบของกระดูกขากรรไกรล่าง รวมทั้งคอที่เห็นเป็นสันและไขมันใต้คางที่ย้อยลงมาทำให้คางดูสั้นลงหรือเห็น เป็นสองชั้น การผ่าตัดดึงหน้าและคอจะช่วยในกรณีที่ 2 นี้โดยการดึงให้ส่วนที่ตกลงมากลับไปอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นให้ได้มากที่สุด ร่วมกับการตัดผิวหนังส่วนเกินออก ส่วนริ้วรอยขนาดเล็กๆที่เหลืออยู่และจุดเม็ดสีที่ผิดปกติต้องแก้ไขด้วยวิธี อื่น เช่น การใช้สารเคมี (Chemical Peeling) และการใช้เลเซอร์ เป็นต้น   การผ่าตัด การ ผ่าตัดมักจะกระทำโดยการดมยาสลบหรือการทำให้หลับโดยการฉีดยาร่วมกับการฉฉีดยา ชาเฉพาะที่ การผ่าตัดจะพยายามซ่อนแผลให้มองเห็นได้น้อยที่สุด เช่นการดึงหน้าผากก็จะซ่อนแผลเอาไว้หลังไรผม โดยในสมัยก่อนแผลผ่าตัดจะยาวจากหูซ้ายถึงหูขวา แต่ในปัจจุบันเราสามารถทำการผ่าตัดผ่านกล้องได้ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง มากและในการผ่าตัดยังสามารถที่จะตัดกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดรอยย่นระหว่าง คิ้วได้อีกด้วย สำหรับการผ่าตัดดึงหน้าแผลจะอยู่บริเวณหน้าใบหูและอาจจะอ้อมไปหลังใบหูซึ่ง เมื่อแผลหายดีแล้วก็จะมองไม่ค่อยเห็นเช่นกัน ส่วนการผ่าตัดดึงคอมักจะทำไปพร้อมๆกันกับการดึงหน้าแต่ก็อาจจะทำแยกต่างหาก ได้ โดยจะมีแผลเพิ่มขึ้นบริเวณใต้คางและ/หรือบริเวณไรผมด้านหลัง ในการผ่าตัดดึงคอเราจะเอาไขมันส่วนเกินออกแล้วเย็บกล้ามเนื้อที่แยกออกจน เห็นเป็นสันเข้ามาหากันและตัดหนังส่วนเกินออกทางด้านหลัง อย่างไรก็ ตามการผ่าตัดก็จะช่วยให้ดีขึ้นในระดับหนึ่งเท่านั้นไม่สามารถทำให้ผิวหนังดู [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การผ่าตัดดึงหน้า(Rhytidectomy, Face Lift Surgery)</strong></p>
<p><strong></strong><span id="more-1649"></span></p>
<p><strong>ภาวะการแก่ชรา(Aging Process) เริ่มเมื่ออายุ 30 ปี โดยจะมีส่วนประกอบใหญ่ๆ สองส่วนคือ</strong><br />
1.ความเสื่อมโดยธรรมชาติและแสงแดดทำให้ ผิวหนังบางลง มีริ้วรอยย่นขนาดเล็กๆ หรือจุดเม็ดสีที่ผิดปกติ<br />
2.ผิว หนังหย่อนยานลงจากแรงโน้มถ่วงของโลก เห็นได้จากคิ้วที่ตกลงมาพร้อมๆกับหนังตาบน หนังตาล่างและแก้มที่หย่อนลงมาทำให้โหนกแก้มดูต่ำลง เกิดร่องข้างแก้มและจมูก หรือแก้มที่ห้อยลงมาจนมองไม่เห็นขอบของกระดูกขากรรไกรล่าง รวมทั้งคอที่เห็นเป็นสันและไขมันใต้คางที่ย้อยลงมาทำให้คางดูสั้นลงหรือเห็น เป็นสองชั้น<br />
การผ่าตัดดึงหน้าและคอจะช่วยในกรณีที่ 2 นี้โดยการดึงให้ส่วนที่ตกลงมากลับไปอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นให้ได้มากที่สุด ร่วมกับการตัดผิวหนังส่วนเกินออก ส่วนริ้วรอยขนาดเล็กๆที่เหลืออยู่และจุดเม็ดสีที่ผิดปกติต้องแก้ไขด้วยวิธี อื่น เช่น การใช้สารเคมี (Chemical Peeling) และการใช้เลเซอร์ เป็นต้น</p>
<p style="text-align: center;"> <a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1655" rel="attachment wp-att-1655"><img class="alignnone size-thumbnail wp-image-1655" title="" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/16602_0042-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></p>
<p><strong>การผ่าตัด</strong></p>
<p>การ ผ่าตัดมักจะกระทำโดยการดมยาสลบหรือการทำให้หลับโดยการฉีดยาร่วมกับการฉฉีดยา ชาเฉพาะที่ การผ่าตัดจะพยายามซ่อนแผลให้มองเห็นได้น้อยที่สุด เช่นการดึงหน้าผากก็จะซ่อนแผลเอาไว้หลังไรผม โดยในสมัยก่อนแผลผ่าตัดจะยาวจากหูซ้ายถึงหูขวา แต่ในปัจจุบันเราสามารถทำการผ่าตัดผ่านกล้องได้ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง มากและในการผ่าตัดยังสามารถที่จะตัดกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดรอยย่นระหว่าง คิ้วได้อีกด้วย สำหรับการผ่าตัดดึงหน้าแผลจะอยู่บริเวณหน้าใบหูและอาจจะอ้อมไปหลังใบหูซึ่ง เมื่อแผลหายดีแล้วก็จะมองไม่ค่อยเห็นเช่นกัน ส่วนการผ่าตัดดึงคอมักจะทำไปพร้อมๆกันกับการดึงหน้าแต่ก็อาจจะทำแยกต่างหาก ได้ โดยจะมีแผลเพิ่มขึ้นบริเวณใต้คางและ/หรือบริเวณไรผมด้านหลัง ในการผ่าตัดดึงคอเราจะเอาไขมันส่วนเกินออกแล้วเย็บกล้ามเนื้อที่แยกออกจน เห็นเป็นสันเข้ามาหากันและตัดหนังส่วนเกินออกทางด้านหลัง</p>
<p>อย่างไรก็ ตามการผ่าตัดก็จะช่วยให้ดีขึ้นในระดับหนึ่งเท่านั้นไม่สามารถทำให้ผิวหนังดู อ่อนเยาว์เหมือนวัยรุ่นได้และเมื่อเวลาผ่านไปอาจจะต้องมารับการผ่าตัดซ้ำอีก เนื่องจากเราไม่สามารถที่จะหยุดยั้งสาเหตุที่กล่าวมาแล้วได้<br />
หลังการผ่า ตัดอาจจะมีสายระบายเลือดและน้ำเหลืองซึ่งจะเอาออกในวันรุ่งขึ้น หลังการผ่าตัดมักจะไม่ค่อยมีอาการเจ็บปวดเนื่องจากเส้นประสาทที่มาเลี้ยงผิว หนังถูกตัดออกไปทำให้มีอาการชาซึ่งจะเป็นอยู่เพียงชั่วคราวและจะกลับมาเป็น ปกติภายใน 1-2 เดือน ในระหว่างนี้จึงควรระมัดระวังในการประคบหรือการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเนื่อง จากอาจเกิดแผลน้ำร้อนลวกได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ภาวะแทรกซ้อน</strong></p>
<p>1.?การติดเชื้อ<br />
2.?มี เลือดคั่งในแผล ถ้าเกิดขึ้นจะทำให้มีอาการปวดแผลมากซึ่งโดยปกติหลังการผ่าตัดดึงหน้ามักจะ ไม่มีอาการปวดแผลดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นถ้ามีอาการปวดแผลมากขึ้นหลังการผ่าตัดต้องรีบแจ้งให้แพทย์ทราบโดย ทันที<br />
3.?กล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบหน้าไม่ทำงานซึ่งมักจะ เป็นชั่วคราวและมักจะกลับมาเป็นปกติภายในสามเดือน เกิดขึ้นเนื่องจากเส้นประสาทได้รับการกระทบกระเทือนจากการผ่าตัด แต่ก็อาจจะเกิดแบบถาวรได้ถ้าเส้นประสาทถูกตัดขาดซึ่งพบได้ค่อนข้างน้อย<br />
4.?ผิว หนังตายจากการขาดเลือดโดยมากมักจะเกิดบริเวณหลังใบหูเนื่องจากผิวหนังบาง มีความตึงและอยู่ไกลที่สุด รักษาโดยการทำแผล 2-3 สัปดาห์ก็จะหายได้เอง<br />
5.?ผมร่วงบริเวณขมับ อาจเกิดได้ถ้าดึงผิวหนังบริเวณขมับจนตึงเกินไป<br />
6.?แผลเป็น พบได้น้อยมักจะพบบริเวณหลังใบหู สามารถแก้ไขโดยการฉีดยาให้แผลเป็นยุบลง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ข้อเขียนโดย นพ.นราธิป ทรงทอง ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงาม ประจำรพ.วิภาวดี</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3></h3>
<h3><img class="aligncenter" title="16602_002.jpg" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/16602_0022.jpg" alt="" width="250" height="375" /></h3>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>วิธี ดึ </strong><strong>งหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด(minimal invasive face lift</strong><strong>)</strong> หมายถึง การดึงหน้าที่ไม่ต้องทำการผ่าตัดใหญ่โต มีได้ตั้งแต่การ ดึงหน้า โดยใช้กล้องเข้ามาช่วยเพื่อลดขนาดแผล หรือเปิดแผลเล็กๆ เข้าไปเย็บขึงยกเนื้อเยื่อที่หย่อน</h3>
<p>ปัจจุบันที่กำลังเริ่มทดลองทำมากขึ้น คือ การใช้ไหมชื่อ aptos มีข้อดีคือ ทำด้วยการใช้ยาชาเฉพาะที่ ทำที่คลินิกได้ ไม่บวมมาก ไม่มีแผลยาวเหมือนการดึงหน้าด้วยวิธีมาตรฐาน เห็นผลได้ทันที แต่ผลระยะยาวยังไม่สามารถสรุป</p>
<h3> <strong>ขั้นตอนคือ</strong> ใช้เข็มที่มีรูกลวงสอดเข้าไปผ่านผิวหนังและชั้นเนื้อเยื่อต่างๆที่หย่อน แล้วตามด้วยการสอดไหมที่มีเงี่ยง เหมือนเป็นฟันเลื่อยทิศทางต่างๆ ผ่านรูปลายเข็ม ระหว่างที่สอดไหม แพทย์จะควบคุมหรือจัดรูปทรงของเนื้อเยื่อตามต้องการ เมื่อสอดไหมผ่านเข็มเสร็จ ก็ดึงเข็มออก ไหมจะค้างอยู่ใต้ผิวหนัง เงี่ยงเล็กของไหมจะเกี่ยวเกาะเนื้อเยื่อ แล้วรัดให้เป็นรูปทรงปูดนูนขึ้นค้างตามทิศทางที่แพทย์ควบคุมไว้<br />
มีปลายสองข้างโผล่ออกมาจากผิวหนัง ทำการตัดไหมส่วนเกินทิ้ง</h3>
<h3>ส่วนใหญ่ต้องใช้ไหมหลายเส้น เพราะเนื้อเยื่อที่ทำการยก มีแรงถ่วงจากความหย่อน ร่วมกับแรงฝืนจากกล้ามเนื้อแสดงสีหน้า การเกี่ยวเกาะด้วยเงี่ยงเล็กมากๆจึงมีการคลายได้ เวลาทำจึงต้องทำเผื่อ</h3>
<h3> หลังการทำมีโอกาสเห็นรอยรั้งตามแนวของไหมที่สอด เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้ทำการตัดผิวหนังที่หย่อนเกิน และส่วนใหญ่จะมีการคลายตัว จึงต้องทำการดึงรั้งเกินไว้</h3>
<p>ผลที่ได้เป็นเพียงการจัดผิวหนังให้ยกนูนในส่วนต่างๆเท่านั้น เช่น แก้มยกสูงขึ้น เป็นต้น ไม่ได้มีผลการแก้ไขความหย่อนของกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านใน หรือผิวหนังที่หย่อนเกิน</p>
<p><strong>บางคลีนิกไม่รับทำ </strong><strong>การใช้ไหม Aptos เพราะ </strong></p>
<h3>- เป็นวิธีใหม่มากประมาณ 3-5 ปี ,ไม่ได้เป็นวิธีที่เป็นมาตรฐาน และ ยังไม่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป เพราะยังไม่มีศึกษาผลในระยะยาวอย่างชัดเจน เช่น</h3>
<h3>- ผลการยกจะเห็นผลนานถึงปีหรือไม่ มีความคุ้มกับค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งชุด หลายหมื่นบาท เมื่อเทียบกับผลที่จะได้จากการดึงหน้าตามวิธีมาตรฐานหรือไม่</h3>
<p>&#8211; หลังการทำ เมื่อเกิดเยื่อพังผืดหดรัดในทิศทางต่างๆมีโอกาสทำให้เกิดการรัดในลักษณะเป็น ก้อนๆหรือไม่ ถ้าเกิดแล้วจะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไรกับเยื่อพังผืดดังกล่าวเพื่อไม่ให้ เกิดความเสี่ยงกับเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อแสดงสีหน้า</p>
<p>&#8211; กรณีที่ดึงแล้ว อนาคตเมื่อผิวหนังหย่อนมากจนต้องทำการตัดผิวหนังส่วนเกิน<br />
และจำเป็นต้องทำการดึงหน้าด้วยวิธีมาตรฐาน มีโอกาสทำให้การดึงหน้าซับซ้อนและมีความเสี่ยงกับเส้นประสาทเลี้ยงกล้าม เนื้อแสดงสีหน้ามากขึ้น</p>
<p>สรุป เป็นการพัฒนาทาง ศัลยกรรมตกแต่ง ดึงหน้า ที่น่าสนใจ เพราะทำง่ายมาก สะดวกไม่ยุ่งยากกับหมอและคนไข้ แต่ด้วยเหตุผลบางส่วนที่กล่าวไว้ข้างต้น ปัจจุบันยังคงเลือกวิธีดึงหน้าแบบมาตรฐานเป็นทางเลือกแรก ถ้ามีคำตอบที่ชัดเจนจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือได้ และสามารถพัฒนารายละเอียดเทคนิกที่มีความคงทนได้แล้ว จึงจะพิจารณานำมาเลือกใช้ในรายที่ต้องการดึงหน้า โดยที่ไม่มีผิวหนังมากเกินค่ะ</p>
<p>เครดิตจาก http://www.missladyboys.com</p>
<p><strong><br />
เวลาอายุมากขึ้นผิวหนังและส่วนต่างๆ บริเวณใบหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน โดยจะแบ่งคร่าวๆ เป็น 4 ส่วน ของใบหน้า </strong></p>
<p>1. บริเวณหน้าผากและคิ้ว จะมีรอยย่นชัดเจนมากขึ้น และคิ้วทั้งสองข้างจะตกลงมาต่ำกว่าปกติ ทำให้หนังตาบนย้อยลงมาปิดขนตา</p>
<p>2. บริเวณรอบดวงตาและแก้มจะมีหนังตาหย่อนทั้งบนและล่าง หนังตาล่างก็จะมีบวมจากไขมัน และมีรอยย่นตีนกาบริเวณด้านข้างของตา บริเวณแก้มก็จะมีร่องชัดเจนขึ้น</p>
<p>3. บริเวณคางและแก้มส่วนล่าง โดยเฉพาะตรงบริเวณทางด้านข้างจะมีผิวหนังย้อยลงมาเลยขอบกระดูกของขากรรไกร ล่าง และจะมีผิวหนังส่วนเกินบริเวณข้างมุมปากชัดเจนขึ้น และใต้คางจะมีผิวหนังและไขมันย้อย</p>
<p>4. ผิวหนังบริเวณลำคอจะย่นและเป็นสันดูเหมือนย้อยมากขึ้น</p>
<p>การ รักษารอยย่นบริเวณใบหน้ารอบตาและแก้มมีหลายวิธี การใช้ยาลอกผิว (Chemical Peeling) ด้วยยาชนิดต่างๆ มักเป็นกรดอ่อนๆ จะทำให้ผิวหนังดูเรียบขึ้นก็จริง แต่ส่วนผิวหนังส่วนเกินและไขมันใต้ผิวหนังก็ยังมีอยู่ ทำให้คิ้วและแก้มยังย้อยอยู่ ส่วนการใช้เลเซอร์ขัดผิวก็ได้ผลคล้ายๆ กัน การผ่าตัดดึงหน้าและคอจะช่วยให้ไขมันส่วนเกินและผิวหนังที่ย้อย โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากและคิ้ว และคางด้านตรงและด้านข้างจะดีขึ้นชัดเจน อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถหยุดความแก่ชราลงได้ ในระยะยาวอาจจะต้องทำการผ่าตัดเพิ่มเติมได้ ส่วนรายละเอียดของการผ่าตัดจะแบ่งเป็น 4 ส่วนของใบหน้าและการผ่าตัดดึงหน้าอาจจะทำเป็นบางส่วนก็ได้ไม่จำเป็นต้องทั้ง 4 ส่วนพร้อมกัน ขึ้นกับว่าส่วนไหนมีการหย่อนยานมาก</p>
<p>1. ส่วนหน้าผากและคิ้ว การผ่าตัดมีจุดประสงค์ที่จะดึงบริเวณผิวหนังส่วนหน้าผากให้ตึงขึ้นไปด้านบน จะทำให้คิ้วกลับสู่สภาพที่ยังเยาว์วัย และลดรอยย่นตามขวางบริเวณหน้าผากและรอยย่นบริเวณหัวคิ้ว โดยการตัดกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดรอยย่น ส่วนผิวหนังส่วนเกินจะตัดออกโดยซ่อนแผลไว้ในบริเวณที่มีผม</p>
<p>2. ส่วนรอบตาและโหนกแก้ม และแก้มข้างมุมปาก เรามักจะผ่าตัดหนังตาบนและหนังตาล่างไปพร้อมกัน โดยตัดหนังและไขมัส่วนเกินออกจากบริเวณรอบตา ส่วนรอยตีนกาทางด้านข้างของตาและโหนกแก้มก็จะผ่าตัดโดยดึงส่วนของผิวหนังและ กล้ามเนื้อใต้ผิวหนังออกไปทางด้านข้างโดยการผ่าตัดอยู่บริเวณขมับในบริเวณ ที่มีผมเพื่อซ่อนรอยผ่าตัด ส่วนแก้มด้านข้างก็จะดึงออกไปบริเวณขมับเหนือใบหู ผิวหนังส่วนเกินก็จะตัดออกโดยมีแผลบริเวณร่องหน้าหู ซึ่งจะซ่อนรอยได้</p>
<p>3. คางส่วนกลางบริเวณใต้คางซึ่งมีไขมันย้อยอยู่ก็จะเอาออกได้โดย มีแผลเล็กๆ ใต้คาง และเย็บกระชับกล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้มีสันย้อยใต้คาง นอกจากนี้อาจใช้การดูดไขมันร่วมด้วยได้ ส่วนคางด้านข้างก็จะดึงออกให้ตึงโดยแผลอยู่ที่หลังใบหู ร่วมกับการดึงคอ</p>
<p>4. การดึงผิวหนังบริเวณคอก็จะมีรอยผ่าตัดบริเวณไรผมทางด้านหลังหู และด้านข้าง จะซ่อนรอยผ่าตัดไว้ได้ โดยจะตัดหนังส่วนเกินออก</p>
<p>การ ผ่าตัดดึงหน้าเป็นการผ่าตัดที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลานาน 3-6 ชั่วโมง ถ้าต้องทำทุกส่วนทั้ง 4 ส่วน ผู้ป่วยมักต้องใช้ยาช่วยให้หลับหรือการดมยาสลบระหว่างผ่าตัดร่วมกับการฉีดยา ชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยจึงต้องมีสุขภาพที่แข็งแรง และควรได้รับการตรวจร่างกายและเช็คเลือด รวมทั้งเอ็กซเรย์ปอดก่อนทำการผ่าตัด และต้องไม่มีปัญหาเรื่องเลือดหยุดยาก และควรหยุดทานยาที่ทำให้เกร็ดเลือดทำงานผิดปกติ ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องเลือดออกมากกว่าธรรมดา เช่น ยาแอสไพริน หรือยาแก้อักเสบอีกหลายชนิด คนไข้ที่สูบบุหรี่ก็ควรหยุดบุหรี่ก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพราะผลจากการสูบบุหรี่จะทำให้ผิวหนังช้ำง่าย และเส้นเลือดที่มาเลี้ยงผิวหนังมักจะไม่ดีเท่าคนปกติทำให้แผลหายช้า ถ้าเป็นเบาหวานหรือความดันสูงก็ต้องได้รับการควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติก่อน นอกจากนี้ควรอดอาหารก่อนผ่าตัด 4-6 ชั่วโมง</p>
<p><strong>การผ่าตัดไม่จำเป็นต้องโกนผมมักจะให้ผู้ป่วยสระผมและล้างหน้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคก่อนผ่าตัด</strong></p>
<p>หลัง ผ่าตัดจะมีใบหน้าบวมและมีรอยช้ำประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ผู้ป่วยสามารถล้างหน้า สระผม แปรงฟัน ได้ตามปกติ ในวันรุ่งขึ้นหลังการผ่าตัด และจะมีการตัดไหมประมาณ 5-7 วันหลังผ่าตัด โดยทั่วไปใบหน้าจะกลับสู่สภาพปกติระหว่าง 1-3 เดือน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวแพทย์จะนัดผู้ป่วยมาเช็คเป็นระยะๆ ในช่วงที่มีบวมของใบหน้า ส่วนต่างๆ ของใบหน้าอาจจะยังดูไม่เท่ากัน แต่ทุกอย่างจะกลับสู่ปกติเมื่อยุบบวมแล้ว โดยทั่วไปผู้ป่วยควรจะพักอยู่ภายในบ้านในสัปดาห์แรกหลังผ่าตัด และอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 1-3 วันหลังการผ่าตัด</p>
<p>ผลข้างเคียงที่อาจ เกิดขึ้นได้ เช่น การเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน มักจะเป็นผลจากการใช้ยาให้หลับหรือยาสลบ ในช่วงวันสองวันแรก อาจจะมีบริเวณใต้ผิวหนังซึ่งมีเลือดค้างอยู่ มักจะดีขึ้นเอง มีบางรายที่อาจต้องดูดออก อาจจะมีกล้ามเนื้อบางส่วนของใบหน้ายังทำงานไม่ได้ปกติ เช่น เวลายิ้ม หรือยักคิ้ว อาจจะไม่เท่ากัน มักจะดีขึ้นเองเมื่อเส้นประสาทและกล้ามเนื้อหายช้ำประมาณ 1-2 เดือน หลังผ่าตัด นอกจากนี้จะมีแผลเป็นบริเวณหลังหูอยู่นานหรือนูนได้ ซึ่งสามารถรักษาได้โดยการทายาหรือฉีดยาเฉพาะที่ ส่วนในบริเวณผมอาจจะมีผมร่วงบริเวณผ่าตัดได้ แต่มักจะงอกขึ้นมาใหม่ในระยะ 2-3 เดือนหลังผ่าตัด</p>
<p>มักจะมีคำถามว่าควรจะดึงหน้าเมื่ออายุเท่าไร โดยทั่วไปขึ้นกับลักษณะของผิวหนังของแต่ละคนมากกว่าอายุ ถ้าผิวหนังหย่อนเร็ว อายุ 40 ต้นๆ ก็สามารถผ่าตัดแก้ไขได้ และคำถามที่ว่าการผ่าตัดดึงหน้าแต่ละครั้งจะให้ผลนานเท่าใด ก็เช่นกัน การผ่าตัดไม่สามารถหยุดยั้งขบวนการแก่ชราลงได้ แต่จะทำให้ดูใบหน้าสดชื่น อ่อนเยาว์กว่าผู้ที่มีอายุใกล้เคียงกัน หรือดีกว่า ก่อนทำการผ่าตัด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Credit:  siliconeclub.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1649</wfw:commentRss>
		<slash:comments>21052</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศัลยกรรม เพื่อลดโหนกแก้ม ( Malar Reduction Surgery )</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1587</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1587#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 16:31:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าเรียว/Botox]]></category>
		<category><![CDATA[Malar Reduction Surgery]]></category>
		<category><![CDATA[กำจัดโหนกแก้ม]]></category>
		<category><![CDATA[ลดโหนกแก้ม]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[โหนกแก้ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1587</guid>
		<description><![CDATA[จะทำในรายที่มี ปัญหาจาก เนื้องอก หรือ อุบัติเหตุ หรือ ใบหน้าผิดรูปแต่กำเนิด เป็นส่วนใหญ่ มากกว่า ทำเพื่อความสวยงาม ค่ะ การศัลยกรรมเพื่อที่จะลดขนาดโหนกแก้มนั้นสามารถทำได้ ด้วยวิธีการดังนี้  1. การกรอกระดูก เป็นการทำศัลยกรรมที่ไม่ยุ่งยาก โอกาสมีปัญหาน้อย แต่เนื่องจากกระดูกโหนกแก้มจะมีความหนาไม่มาก ไม่เกิน ครึ่งเซนติเมตร การกรอจะลดขนาดได้น้อยมาก ถ้ากรอลึกกว่าความหนากระดูกจะเข้าโพรงไซนัส ดังนั้นผลสุดท้ายแทบไม่ได้เห็นมีความแตกต่างระหว่างก่อนทำและหลังทำ ยกเว้นในรายที่กระดูกโตจากเนื้องอกของกระดูกโหนกแก้มซึ่งจะมีความหนามาก หมอจะใช้วิธีการกรอซึ่งจะได้ผลในการลดขนาดค่ะ  2. การตัดกระดูกโหนกแก้มและเลื่อน เป็นการผ่าตัดที่ใหญ่&#8221;มาก&#8221; และซับซ้อน ก่อนทำจำเป็นต้องมีการตรวจกระดูกใบหน้าด้วยการ x-ray แล้ววัดค่าความยาว ความกว้าง มุมต่างๆ วางแผนโดยละเอียด รวมถึงในระหว่างทำศัลยกรรมด้วย เนื่องจากเป็นการผ่าตัด ที่ใหญ่มาก และซับซ้อน และมีโอกาส ที่จะมีผลที่ไม่พึงประสงค์จากการผ่าตัดได้ค่อนข้างมาก ดังนั้นการทำศัลยกรรมชนิดนี้ หมอจะใช้เฉพาะแก้ไขในรายที่มีปัญหาจากอุบัติเหตุหรือเด็กที่เป็นแต่กำเนิด ที่ลักษณะโหนกแก้มมีการผิดรูปมากเท่านั้นนะคะ ศัลยกรรมตัดโหนกแก้มแล้วเลื่อน ไม่แนะนำให้ทำเพื่อความสวยงาม ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว ส่วนวิธีอื่นที่ไม่ใช่การผ่าตัด ใช้ยาทา ยาฉีดฯลฯ ย่อมไม่สามารถทำให้กระดูกลดขนาดได้ค่ะ credit from ::: www.2plastic.com เกี่ยวกับการผ่ตัดผ่าตัดเสริมโหนกแก้ม  วัตถุประสงค์ของการผ่าตัดเสริมโหนกแก้มคือเพื่อปรับปรุงโหนกแก้มให้ชัดเจน [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>จะทำในรายที่มี ปัญหาจาก เนื้องอก หรือ อุบัติเหตุ หรือ ใบหน้าผิดรูปแต่กำเนิด เป็นส่วนใหญ่ มากกว่า ทำเพื่อความสวยงาม ค่ะ</p>
<p><strong>การศัลยกรรมเพื่อที่จะลดขนาดโหนกแก้มนั้นสามารถทำได้ ด้วยวิธีการดังนี้</strong><br />
<span id="more-1587"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1924" rel="attachment wp-att-1924"><img class="alignnone size-medium wp-image-1924" title="fraxel-restore-500x332" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/fraxel-restore-500x3321-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p style="text-align: left;"><strong> </strong><strong>1. การกรอกระดูก</strong> เป็นการทำศัลยกรรมที่ไม่ยุ่งยาก โอกาสมีปัญหาน้อย แต่เนื่องจากกระดูกโหนกแก้มจะมีความหนาไม่มาก ไม่เกิน ครึ่งเซนติเมตร การกรอจะลดขนาดได้น้อยมาก ถ้ากรอลึกกว่าความหนากระดูกจะเข้าโพรงไซนัส ดังนั้นผลสุดท้ายแทบไม่ได้เห็นมีความแตกต่างระหว่างก่อนทำและหลังทำ ยกเว้นในรายที่กระดูกโตจากเนื้องอกของกระดูกโหนกแก้มซึ่งจะมีความหนามาก หมอจะใช้วิธีการกรอซึ่งจะได้ผลในการลดขนาดค่ะ</p>
<p><strong> </strong><strong>2. การตัดกระดูกโหนกแก้มและเลื่อน</strong> เป็นการผ่าตัดที่ใหญ่&#8221;มาก&#8221; และซับซ้อน ก่อนทำจำเป็นต้องมีการตรวจกระดูกใบหน้าด้วยการ x-ray แล้ววัดค่าความยาว ความกว้าง มุมต่างๆ วางแผนโดยละเอียด รวมถึงในระหว่างทำศัลยกรรมด้วย</p>
<p>เนื่องจากเป็นการผ่าตัด ที่ใหญ่มาก และซับซ้อน และมีโอกาส ที่จะมีผลที่ไม่พึงประสงค์จากการผ่าตัดได้ค่อนข้างมาก</p>
<p>ดังนั้นการทำศัลยกรรมชนิดนี้ หมอจะใช้เฉพาะแก้ไขในรายที่มีปัญหาจากอุบัติเหตุหรือเด็กที่เป็นแต่กำเนิด ที่ลักษณะโหนกแก้มมีการผิดรูปมากเท่านั้นนะคะ</p>
<p>ศัลยกรรมตัดโหนกแก้มแล้วเลื่อน ไม่แนะนำให้ทำเพื่อความสวยงาม ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว</p>
<p>ส่วนวิธีอื่นที่ไม่ใช่การผ่าตัด ใช้ยาทา ยาฉีดฯลฯ ย่อมไม่สามารถทำให้กระดูกลดขนาดได้ค่ะ</p>
<p><cite>credit from ::: www.2plastic.com</cite></p>
<hr />
<p><strong><br />
</strong><strong></strong><strong>เกี่ยวกับการผ่ตัดผ่าตัดเสริมโหนกแก้ม </strong></p>
<p>วัตถุประสงค์ของการผ่าตัดเสริมโหนกแก้มคือเพื่อปรับปรุงโหนกแก้มให้ชัดเจน มีความสมดุลระหว่าง 2 ข้าง และทำให้ใบหน้าดูโดดเด่นยิ่งขึ้น วิธีการเสริมโหนกแก้มที่นิยมทำกันคือใส่ซิลิโคนผ่านเข้าไปทางแนวเส้นผ่าตัด ที่ทำขึ้นภายในช่องปาก หรือใต้ขอบตาล่างซึ่งขนาดและรูปร่างของซิลิโคนขึ้นอยู่กับรูปหน้าของคนไข้ แต่ละคน นอกจากการเสริมโหนกแก้มด้วยซิลิโคนแล้ว ในบางรายยังมีการตัดโหนกแก้มหรือจัดตำแหน่งโหนกแก้มใหม่ให้รับกับใบหน้ามาก ขึ้น</p>
<p><strong> </strong><strong></strong><strong>วิธีการผ่าตัด<br />
</strong><br />
การเสริมโหนกแก้มสามารถทำได้ 2 วิธีด้วยกันคือ สอดซิลิโคนผ่านเข้าไปทางแนวเส้นผ่าตัดที่ทำขึ้นภายในช่องปาก หรือผ่านทางแนวเส้นผ่าตัดที่บริเวณเปลือกตาล่าง วิธีการแรกจะได้รับความนิยมมากกว่าเนื่องจากจะมองไม่เห็นบาดแผลจากการผ่าตัด แต่ถ้าหากมีการผ่าตัดเสริมความงามแบบอื่นร่วมด้วยก็สามารถเลือกใช้แนวเส้น ผ่าตัดนั้นๆแทนได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเป็นไปได้ของศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด ในการสอดซิลิโคนผ่านเข้าไปทางช่องปากนั้น ศัลยแพทย์จะทำแนวเส้นผ่าตัดตรงบริเวณรอยต่อระหว่างเหงือกกับเยื่อบุช่องปาก ของริมฝีปากบน จากนั้นจึงทำช่องว่างให้เกิดขึ้นที่ใต้เยื่อหุ้มกระดูกตรงบริเวณกระดูกโหนก แก้มเพื่อสอดซิลิโคนเข้าไป แล้วจึงเย็บปิดปากแผลด้วยไหมละลาย</p>
<p><strong></strong><strong></strong><strong>ผลลัพธ์<br />
</strong><strong></strong><br />
คนไข้จะมีโหนกแก้มที่ดูยกสูงขึ้น ทำให้ใบหน้าดูโดดเด่น อย่างไรก็ตามเป็นธรรมดาที่คนไข้อาจจะรู้สึกปวดแผลหรือมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ที่ไม่ซับซ้อนภายหลังเสร็จสิ้นการผ่าตัดเสริมโหนกแก้ม อาการเหล่านี้สามารถทำให้หมดไปโดยการรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์</p>
<p><strong></strong><strong></strong><strong>ระยะเวลาการผ่าตัด<br />
</strong><br />
1 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมง</p>
<p><strong></strong><strong>ภาวะแทรกซ้อน<br />
</strong><br />
คนไข้อาจจะมีอาการเลือดออก ซึ่งศัลยแพทย์จะป้องกันไว้ล่วงหน้าแล้วโดยการใส่ท่อระบายเลือดและให้คนไข้ ใช้ถุงน้ำแข็งประคบโหนกแก้มทันทีหลังการผ่าตัด การติดเชื้อก็เป็นอีกภาวะแทรกซ้อนที่สามารถพบได้แต่ไม่บ่อยนัก ซึ่งศัลยแพทย์จะให้คนไข้รับประทานยาปฏิชีวนะทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดเป็น การป้องกันไว้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามภาวะแทรกซ้อนต่างๆ สามารถลดลงได้จากความชำนาญของศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด</p>
<p><strong></strong><strong>ผลข้างเคียง<br />
</strong><br />
ผลข้างเคียงที่คนไข้สามารถพบ ได้แก่ เกิดอาการบวมช้ำและรู้สึกชาบริเวณโหนกแก้มซึ่งจะค่อยๆบรรเทาลงภายใน 1 ถึง 2 เดือน อาการเหล่านี้สามารถบรรเทาลงได้ด้วยการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง นอกจากนี้คนไข้จะประสบปัญหาเคี้ยวอาหารได้ลำบากในช่วง 2 ถึง 3 วันแรกหลังผ่าตัด ความรุนแรงและระยะเวลาของการเกิดผลข้างเคียงจะแตกต่างกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการผ่าตัดอีกชนิดร่วมด้วย</p>
<p><strong></strong><strong></strong><strong>การรักษาพยาบาล<br />
</strong><br />
คนไข้ควรนอนยกศีรษะให้อยู่สูงกว่าลำตัวและประคบโหนกแก้มด้วยถุงน้ำแข็งใน ช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด งดรับประทานอาหารอย่างน้อย 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนต่อบาดแผลและติดเชื้อ คนไข้จะต้องบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากที่แพทย์จัดให้อย่างสม่ำเสมอ และล้างปากทุกครั้งหลังรับประทานอาหารด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เพื่อฆ่า เชื้อโรคในช่วงที่ไหมเย็บยังละลายไม่หมด งดกิจกรรมทุกประเภทที่จะมีผลต่อการเพิ่มความดันเลือด เช่น การวิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ หรือแม้แต่การก้มตัว ไหมเย็บจะละลายหมดไปภายในระยะเวลา 7 ถึง 10 วันหลังผ่าตัด</p>
<p><strong></strong><strong>ระยะเวลาพักฟื้น<br />
</strong><br />
คนไข้จะใช้เวลาพักฟื้นโดยประมาณ 1 ถึง 2 อาทิตย์จึงกลับไปทำงานได้ตามปกติ</p>
<p><strong></strong><strong></strong><strong>ระยะเวลาพักรักษาในโรงพยาบาลหลังผ่าตัด<br />
</strong><br />
คนไข้จะต้องนอนที่โรงพยาบาล 1 คืนเพื่อดูผลการผ่าตัด</p>
<p><strong></strong><strong></strong><strong>การใช้ยาระงับความเจ็บปวดก่อนผ่าตัด<br />
</strong><br />
สามารถเลือกใช้ได้ทั้งการวางยาสลบหรือการฉีดยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยาระงับความ วิตกกังวล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศัลยแพทย์</p>
<p><strong></strong><strong></strong><strong>การดูแลบาดแผล<br />
</strong><br />
คนไข้จะต้องยกศีรษะให้อยู่สูงกว่าลำตัวในช่วงแรกหลังการผ่าตัดเพื่อป้องกัน อาการบวมที่อาจเกิดขึ้นได้ แพทย์จะแนะนำคนไข้ถึงอาหารและกิจกรรมที่จะต้องงดในช่วงแรก ซึ่งควรจะนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและผลข้าง เคียงที่รุนแรง นอกจากนี้คนไข้ยังต้องระมัดระวังการขยับปากในช่วงแรกหลังผ่าตัดเพื่อไม่ให้ บาดแผลได้รับความกระทบกระเทือนรุนแรงซึ่งอาจจะส่งผลให้คนไข้ต้องพักฟื้นนาน ขึ้น</p>
<p><strong></strong><strong></strong><strong>การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด<br />
</strong><br />
&#8211; โปรดแจ้งอาการแพ้ยา ยาหรืออาหารเสริมที่ใช้ในปัจจุบันก่อนเข้ารับการผ่าตัด<br />
&#8211; หากมีโรคประจำตัว โปรดแจ้งศัลยแพทย์ล่วงหน้า<br />
&#8211; งดแอสไพริน (aspirin) ไอบิวโพรเฟน (ibuprofen) และวิตามินอี ล่วงหน้า 2 อาทิตย์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด<br />
&#8211; งดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด 2 อาทิตย์ และหลังผ่าตัด 4 อาทิตย์<br />
&#8211; Plan to be in Thailand 6-10 days for general anesthesia and 5 days for local anesthesia<br />
&#8211; การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมง<br />
credit from:::http://www.pai.co.th</p>
<p>Credit:  siliconeclub.com</p>
<p>Credit pic: plasticsurgeryguru.net</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1587</wfw:commentRss>
		<slash:comments>254</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเหลากราม</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1585</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1585#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 16:28:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าเรียว/Botox]]></category>
		<category><![CDATA[การเหลากราม]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่าตัดกราม]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1585</guid>
		<description><![CDATA[การ ศัลยกรรม เหลากราม ที่มักจะเรียก การผ่าตัดเพื่อแก้ไข ลักษณะ กรามกาง หรือมี สันกรามใหญ่ โดยแท้จริง เป็นการศัลยกรรม ที่ตัดเฉพาะส่วนของ มุมกราม เท่านั้น จึงควรเรียกว่า ศัลยกรรมตัดกระดูกมุมกราม ( mandible angle reduction ) &#160; ศัลยกรรมตัดมุมกราม จะทำผ่านแผลในปากเพื่อไม่ให้มีแผลภายนอก การทำจะต้องใช้การดมยาสลบ และพักฟื้นใน รพ.หลังทำ 1 วัน เวลาในการ ผ่าตัด 2-3 ชั่วโมง ค่าใช้จ่าย 65,000 &#8211; 75,000 บาทเทคนิกที่หมอใช้ เป็นเทคนิกที่ทำทั้งการตัดและเหลามุมกรามร่วมกันอยู่แล้ว การตัดหรือลดขนาดมุมกราม จะทำให้ในรายที่มีปัญหามุมกรามกางหรือใหญ่ และไม่มีปัญหาการสบฟัน หลังการแก้ไข ผลที่ได้จะช่วยทำให้รูปหน้าที่เป็นเหลี่ยมจากมุมกราม ดูกลมกลืนและเรียวขึ้น คำศัพท์ที่เป็น ภาษาไทย สำหรับการทำผ่าตัด ในบางคำไม่สามารถจะบอกได้ชัดเจนแน่นอนว่าหมายถึงสิ่งใดอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคำที่ผู้พูดหรือเขียน จะใช้ตามความคิดของตนเอง หรือ แม้แต่คำที่แพทย์เอง บางครั้งเพื่อพูดแบบง่ายๆให้คนไข้พอเข้าใจในวิธี เช่น การทำ [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การ ศัลยกรรม เหลากราม</strong> ที่มักจะเรียก การผ่าตัดเพื่อแก้ไข ลักษณะ กรามกาง หรือมี สันกรามใหญ่ โดยแท้จริง เป็นการศัลยกรรม ที่ตัดเฉพาะส่วนของ มุมกราม เท่านั้น จึงควรเรียกว่า ศัลยกรรมตัดกระดูกมุมกราม ( mandible angle reduction )</p>
<p><span id="more-1585"></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1926" rel="attachment wp-att-1926"><img class="alignnone size-medium wp-image-1926" title="Courtney-Thorne-Smith botox public relations" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/Courtney-Thorne-Smith-botox-public-relations-200x300.jpg" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>ศัลยกรรมตัดมุมกราม จะทำผ่านแผลในปากเพื่อไม่ให้มีแผลภายนอก การทำจะต้องใช้การดมยาสลบ และพักฟื้นใน รพ.หลังทำ 1 วัน เวลาในการ ผ่าตัด 2-3 ชั่วโมง ค่าใช้จ่าย 65,000 &#8211; 75,000 บาทเทคนิกที่หมอใช้ เป็นเทคนิกที่ทำทั้งการตัดและเหลามุมกรามร่วมกันอยู่แล้ว<br />
การตัดหรือลดขนาดมุมกราม จะทำให้ในรายที่มีปัญหามุมกรามกางหรือใหญ่ และไม่มีปัญหาการสบฟัน หลังการแก้ไข ผลที่ได้จะช่วยทำให้รูปหน้าที่เป็นเหลี่ยมจากมุมกราม ดูกลมกลืนและเรียวขึ้น</p>
<p>คำศัพท์ที่เป็น ภาษาไทย สำหรับการทำผ่าตัด ในบางคำไม่สามารถจะบอกได้ชัดเจนแน่นอนว่าหมายถึงสิ่งใดอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคำที่ผู้พูดหรือเขียน จะใช้ตามความคิดของตนเอง หรือ แม้แต่คำที่แพทย์เอง บางครั้งเพื่อพูดแบบง่ายๆให้คนไข้พอเข้าใจในวิธี</p>
<p>เช่น การทำ ศัลยกรรม ตัดลดขนาดมุมกราม ( reduction angle mandible surgery) ซึ่งเป็น การผ่าตัด เพื่อตัดส่วนกระดูกมุมกรามที่กางออก แพทย์บางท่าน หรือคนไข้บางคน ก็จะเรียกได้หลายๆแบบ เช่น ผ่าตัดเหลากราม ผ่าตัดกราม ผ่าตัดลบกราม ผ่าตัดมุมกราม ฯลฯ</p>
<p><strong>ทางการผ่าตัดกระดูกใบหน้าและศีรษะได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วทำให้การผ่าตัด</strong> แก้ไขโครงสร้างของใบหน้าสามารถทำได้มากยิ่งขึ้นและมีความปลอดภัยมากขึ้น?</p>
<p>ใบหน้าของคนทั่วไปจะสามารถแบ่งส่วนออกเป็นสามส่วนหลัก ๆ จากบนลงล่างคือ ส่วนบนสุด ได้แก่กระโหลกและหน้าผาก ส่วนกลางคือส่วนกรามบนจมูกและเบ้าตารวมทั้งโหนกแก้ม ส่วนล่างสุดคือส่วนกระดูกกราม การมีสัดส่วนของใบหน้าที่ใหญ่เกินเหมาะสมย่อมจะทำให้รูปร่างของใบหน้าดูไม่ งามได้ ในผู้หญิงทั่วไปนิยมรูปใบหน้าที่เรียวยาวมากกว่าใบหน้ากว้าง กลมหรือเหลี่ยม ดังเช่นในผู้ชาย การแก้ไขสัดส่วนของใบหน้าในส่วนต่าง ๆ สามารถทำให้โครงสร้างของใบหน้าเปลี่ยนแปลงได้ ในคนไทยและเอเซียเช่นญี่ปุ่น เกาหลี มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับใบหน้าส่วนกลางและส่วนล่าง คือมีความโหนกของกระดูกโหนกแก้ม และกราม ทำให้ได้รูปทรงใบหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม การตัดแต่งกระดูกในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นต้องการของผู้ที่อยากจะได้รูปหน้าที่เรียวขึ้น ในปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าทางการผ่าตัดกระดูกใบหน้าและศีรษะได้พัฒนาไปอย่าง รวดเร็วทำให้การผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างของใบหน้าสามารถทำได้มากยิ่งขึ้นและมี ความปลอดภัยมากขึ้น เช่นเดียวกับการแก้ไขกรามเพื่อความสวยงามก็เป็นที่นิยมมากขึ้นเช่นเดียวกัน</p>
<p><strong>ในที่นี้จะกล่าวถึงการตัดแต่งมุมกราม</strong> ที่ไม่ใช่การตัดกรามเพื่อแก้ไขความผิดปกติของการสบฟันและการขบเคี้ยว ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและมีรายละเอียดมากกว่า รวมทั้งการตัดแต่งกระดูกโหนกแก้มซึ่งจะนำมาเสนอในโอกาสต่อ ๆ ไป</p>
<p>เมื่อพิจารณากรามที่ยื่นทางด้านหลังนั้นมีส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องด้วยกัน ได้แก่ กระดูกกรามด้านหลังหรือมุมกราม, กล้ามเนื้อที่คลุมมุมกราม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการบดเคี้ยวอาหาร ซึ่งในบางคนมักจะมีขนาดใหญ่และหนาด้วย, เส้นประสาทที่มุดในกระดูกกรามเพื่อรับรู้ความรู้สึกของซี่ฟันล่างส่วนหลัง และริมฝีปากส่วนล่าง การตัดแต่งมุมกรามนั้นมีขั้นตอนในการดูแลได้แก่ แพทย์ผู้รักษาจะต้องตรวจดูสภาพของกระดูกกรามทั้งหมดเสียก่อน อันได้แก่ความหนา ความสูงของกระดูกกรามทั้งอัน ความสัมพันธ์ระหว่างกระดูกกรามและกระดูกใบหน้าส่วนบนรวมทั้งการสบฟันว่าผิด ปกติด้วยหรือไม่ ความหนาของกล้ามเนื้อมุมกรามดังกล่าว ความผิดปกติของกระดูกกรามส่วนอื่น เช่นคาง ข้อขากรรไกร รวมทั้งฟันซี่ต่าง ๆ ว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อจะได้นำข้อมูลมาประกอบการตัดกรามว่าจะสามารถทำให้ใบหน้ามีการ เปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด และจะได้รูปร่างของใบหน้าสมดุลย์กับส่วนอื่นของใบหน้าหรือไม่ หลังจากนั้นต้องมีการตรวจภาพถ่ายรังสีเพื่อดูกระดูกกรามทั้งหมดและความยื่น ของกระดูกกราม ฟันซี่ต่าง ๆ รวมทั้งศึกษาแนวในการตัดกระดูกกรามว่าจะตัดในแนวใดจึงจะเหมาะสม เป็นต้น</p>
<p>การตัดกรามนั้นจำเป็นต้องทำร่วมกับการดมยาสลบ เนื่องจากจะต้องมีการใช้เครื่องมือซึ่งเป็นเลื่อยอันเล็ก ๆ สอดเข้าไปตัดที่มุมกราม โดยทั่วไปแล้วจะสามารถเข้าไปตัดกระดูกได้โดยการผ่าตัดได้สองทางด้วยกันคือ</p>
<div>
<ol>
<li>การผ่าตัดจากภายนอกช่องปาก</li>
<li>การผ่าตัดจากภายในช่องปาก</li>
</ol>
</div>
<p><strong>การผ่าตัดจากภายนอกช่องปาก</strong> : เป็นการผ่าตัดที่แพทย์จะเปิดแผลจากภายนอกบริเวณใกล้ ๆ กับมุมกรามแล้วค่อย ๆ เลาะผ่านกล้ามเนื้อและหลบเส้นประสาทสำคัญเส้นหนึ่งที่จะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ มุมปาก หลังจากนั้นจึงตัดแยกกล้ามเนื้อมุมกรามออกเข้าหากระดูกมุมกราม เมื่อสามารถเปิดกระดูกมุมกรามส่วนที่ต้องการจะตัดได้เรียบร้อยแล้วจึงใช้ เลื่อยตัดกระดูกตามแนวที่ต้องการแล้วเอาชิ้นกระดูกที่เกินนั้นออกไป ตกแต่งมุมกระดูกให้เรียบร้อยแล้วจึงทำการเย็บแผลปิด วิธีนี้แพทย์สามารถผ่าตัดได้ง่าย เนื่องจากไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรพิเศษมากนัก และไม่ต้องผ่านช่องปากเข้าไปหากระดูก อาการบวมจึงมักจะน้อยกว่า แต่วิธีนี้มีโอกาสที่แพทย์อาจจะกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทที่มาเลี้ยงมุม กรามได้ แม้จะเป็นการชั่วคราวแต่ก็สามารถทำให้เกิดการเอียงหรือเบี้ยวของมุมปากได้ใน ระยะแรก และสิ่งสำคัญคือแผลผ่าตัดที่มุมกรามนั้นบางรายอาจจะสามารถเห็นและสังเกตได้ และบางรายก็เกิดอาการแผลปูดนูนตามมาในระยะหลังได้ ซึ่งจะต้องทำการรักษาต่อไป</p>
<p><strong>การผ่าตัดจากภายในช่องปาก</strong> : วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะยุ่งยากมากกว่า และจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่พิเศษกว่าการตัดจากภายนอก แพทย์จะทำการเปิดแผลที่ในช่องปากตรงบริเวณหลังฟันกรามซี่สุดท้าย ในแนวดิ่ง แล้วค่อย ๆ เลาะแยกเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวรวมทั้งกล้ามเนื้อที่คลุมมุมกรามออก หลังจากนั้นจึงเลาะเยื่อหุ้มกระดูกออกให้กว้างเพียงพอที่จะสอดใส่เครื่องมือ เข้าไปที่มุมกราม เพื่อจะให้เห็นมุมกรามและกรามส่วนหลังได้ชัดเจน หลังจากนั้นจึงใช้เลื่อยที่มีรูปร่างเป็นเลื่อยมุมฉากเข้าไปทำการตัดตามแนว ที่ต้องการ เลื่อยชนิดนี้จะมีความยาวเพียงพอที่จะทำให้การตัดในแนวตั้งฉากสามารถทำได้ หลังจากนั้นแพทย์จึงนำชิ้นกระดูกที่ถูกตัดขาดออกมาพร้อมกับการตกแต่งกระดูก ส่วนที่เหลือให้กลมมนตามปกติ แล้วจึงเย็บแผลปิดตามเดิม ปัญหาของการตัดด้วยวิธีนี้นั้นส่วนมากมักจะเป็นเรื่องเทคนิกการผ่าตัดซึ่ง มักจะต้องอาศัยประสบการณ์ความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด รวมทั้งต้องการเครื่องมื่อที่เหมาะสมด้วยจึงจะทำให้การผ่าตัดได้ผลดีและ กระดูกที่ตัดออกมานั้นมีขนาดที่พอเหมาะ การผ่าตัดจากภายในปากนี้มีการดึงรั้งกล้ามเนื้อและเยื่อบุปากมากกว่าจึงมี อาการบวมค่อนข้างจะมากกว่าการตัดจากภายนอกปาก แต่ไม่มีแผลเป็นให้เห็นจากภายนอกและการกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทก็มักจะ ไม่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ</p>
<p><strong>การดูแลหลังการผ่าตัด </strong>: หลังการผ่าตัดนั้นโดยมากมักจะมีอาการบวมไม่มากก็น้อย ผู้ป่วยมักจะปวดบริเวณที่ผ่าตัดบ้างพอสมควร แต่มักจะเข้าที่ทั้งหมดในเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ส่วนอาการบวมที่มุมกรามมักจะมีอยู่ประมาณ 1-2 เดือนจึงจะเห็นรูปร่างกระดูกกรามใหม่ การฝึกการอ้าปากนั้นเป็นสิ่งที่ควรจะแนะนำโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการผ่าตัดจาก ในช่องปาก ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการติดแข็งของพังผืดที่อยู่รอบกรามและใกล้ ๆ กับข้อของขากรรไกร ส่วนการอักเสบที่รุนแรงนั้นมักจะพบได้น้อยและไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องดังกล่าว</p>
<p><strong><br />
ผลข้างเคียงของการผ่าตัดลดมุมกรามนั้นมีได้เหมือนกัน ที่เคยพบมาก็ได้แก่</strong></p>
<div>
<ol>
<ol>
<li>ปัญหาเรื่องแผลผ่าตัดอักเสบติดเชื้อ สามารถพบได้ทั้งการผ่าตัดจากภายในและภายนอกช่องปาก แต่ทั้งนี้มักจะเป็นการอักเสบที่ไม่ค่อยจะรุนแรงนัก และสามารถรักษาให้หายได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะธรรมดา ก็มักจะเพียงพอ มีส่วนน้อยมากที่จะลุกลามเป็นการติดเชี้อที่กระดูกกราม</li>
<li>ความไม่เท่ากันของกระดูกกราม ทั้งนี้อาจจะเนื่องจากกระดูกกรามที่ไม่เท่ากันตั้งแต่ก่อนการผ่าตัด หรือรวมทั้งการตัดกระดูกกรามที่ไม่เท่ากัน หรือเนื่องจากการบวมที่แตกต่างกันทั้งสองข้าง</li>
<li>การกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทที่เลี้ยงริมฝีปากและเหงือก ซึ่งโดยทั่วไปหมอจะพยายามที่จะรักษาและหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนต่อเส้น ประสาทดังกล่าว และในกรณีที่ผ่านอกปากหมอจะพยายามเลี่ยงต่อเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อ มุมปากล่าง แต่การดึงรั้งอาจจะทำให้เกิดการขยับปากหรือเกิดอาการชาที่ริมฝีปากได้ ซึ่งมักจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนก็จะหายเป็นปกติได้</li>
<li>การเกิดกระดูกกรามหัก เป็นข้อแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่ในกรณีที่การตัดไม่ถูกต้องก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งการแก้ไขก็อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเช่นเดียวกับกระดูกกรามหักได้แก่ การยึดตรึงกระดูกด้วยโลหะหรือการจัดฟันให้เข้าที่ในช่วงเวลาหนึ่ง</li>
</ol>
</ol>
<p><strong>โดยสรุป</strong> การผ่าตัดกระดูกมุมกรามให้เล็กลง สามารถแก้ไขลักษณะของใบหน้าที่กางเหลี่ยมให้ดูเล็กลงและเรียวขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ควรได้รับการผ่าตัดและตรวจอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้มีความชำนาญและ มีอุปกรณ์ผ่าตัดที่ครบถ้วน เพื่อผลการผ่าตัดที่น่าพอใจและมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด?</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ข้อมูลจาก http://www.2plastic.com  ,นิตยสาร MedicalLink ฉบับ 005</p>
<p>Credit:  siliconeclub.com</p>
<p>Credit pic: piercemattiepublicrelations.com</p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1585</wfw:commentRss>
		<slash:comments>341</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
