<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดั้งโด่งดอทคอม &#187; บทความทั่วไป/สาระน่ารู้</title>
	<atom:link href="http://info.dungdong.com/?cat=187&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://info.dungdong.com</link>
	<description>เว็บรีวิวศัลยกรรมอันดับ 1</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Sep 2014 08:25:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.0.38</generator>
	<item>
		<title>ทำอย่างไร ไม่ให้ &#8216;หมากัด&#8217;</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=3947</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=3947#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 15:29:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป/สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ป้องกัน หมากัด]]></category>
		<category><![CDATA[หมากัด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=3947</guid>
		<description><![CDATA[มาเตรียมรับมือไม่ให้ &#8216;หมากัด&#8217; ด้วยคำแนะนำจากเรากันเถอะ เชื่อ มั้ยว่าในแต่ละปีที่สหรัฐฯ มีคนถูกสุนัขกัดมากกว่า 4.7 ล้านคน และ 60% เป็นเด็ก แต่เราสามารถปลอดภัยจากคมเขี้ยวน้องหมาได้หากเรารู้จักรับมือ •อย่าจ้องตาสุนัขตรงๆ อย่างนี้ถือว่า &#8220;หาเรื่อง&#8221; •อย่าวิ่งผ่านหรือวิ่งหนีเจ้าตูบ มิเช่นนั้นอาจเกิดอาการมันเขี้ยวจนวิ่งมาไล่คุณได้ •ห้ามยุ่งกับสุนัขที่กำลังกินหรือนอนหลับอยู่เด็ดขาด ข้อนี้รวมถึงสุนัขแม่ลูกอ่อนด้วยนะ •ถ้ามันกำลังขู่ใส่เรา อย่าตะโกน ให้ไล่อย่างใจเย็น จากนั้นก็อยู่นิ่งๆ จนกว่าสุนัขจะเป็นฝ่ายเดินหนีไปเอง •หากถูกสุนัขโจมตี ให้หาของให้มันกัดอย่างเสื้อหรือรองเท้า แต่ถ้าล้มให้พยายามขดตัวเอาไว้แล้วเอามือปิดหน้าไม่ให้มันกัดได้ &#160; ขอบคุณ LISAGURU &#160; &#160; ขอขอบคุณข้อมูลจาก teenee.com]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff00ff; font-size: small;"><strong>มาเตรียมรับมือไม่ให้ &#8216;หมากัด&#8217; ด้วยคำแนะนำจากเรากันเถอะ</strong></span></p>
<p><span id="more-3947"></span><span style="color: #ff00ff; font-size: small;"><strong><br />
</strong></span></p>
<p><span style="font-size: small;">เชื่อ มั้ยว่าในแต่ละปีที่สหรัฐฯ มีคนถูกสุนัขกัดมากกว่า 4.7 ล้านคน และ 60% เป็นเด็ก แต่เราสามารถปลอดภัยจากคมเขี้ยวน้องหมาได้หากเรารู้จักรับมือ<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: small;">•<strong>อย่าจ้องตาสุนัขตรงๆ อย่างนี้ถือว่า &#8220;หาเรื่อง&#8221;<br />
</strong><br />
•<strong>อย่าวิ่งผ่านหรือวิ่งหนีเจ้าตูบ มิเช่นนั้นอาจเกิดอาการมันเขี้ยวจนวิ่งมาไล่คุณได้<br />
</strong><br />
•<strong>ห้ามยุ่งกับสุนัขที่กำลังกินหรือนอนหลับอยู่เด็ดขาด ข้อนี้รวมถึงสุนัขแม่ลูกอ่อนด้วยนะ</strong></span></p>
<p>•<strong>ถ้ามันกำลังขู่ใส่เรา อย่าตะโกน ให้ไล่อย่างใจเย็น จากนั้นก็อยู่นิ่งๆ จนกว่าสุนัขจะเป็นฝ่ายเดินหนีไปเอง<br />
</strong><br />
•<strong>หากถูกสุนัขโจมตี ให้หาของให้มันกัดอย่างเสื้อหรือรองเท้า แต่ถ้าล้มให้พยายามขดตัวเอาไว้แล้วเอามือปิดหน้าไม่ให้มันกัดได้</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<div align="center">
<p><span style="font-size: small;"><strong>ขอบคุณ</strong> LISAGURU</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/spacer24.gif" alt="สนุก! Webboard 2010" /><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/spacer24.gif" alt="สนุก! Webboard 2010" /><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/spacer24.gif" alt="สนุก! Webboard 2010" /><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/clear14.gif" alt="" /><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/clear14.gif" alt="" />ขอขอบคุณข้อมูลจาก teenee.com</p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=3947</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จะดีไหมถ้าได้รับคำแนะนำการแต่งตัวผ่านมือถือ</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=3932</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=3932#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 15:26:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป/สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่านมือถือ]]></category>
		<category><![CDATA[แต่งตัว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=3932</guid>
		<description><![CDATA[แนะนำแบบทั่วไปก็ดูจะธรรมดาเกิน คราวนี้ขอแนะนำการแต่งตัวให้เข้ากับโอกาส และอากาศ!!! แนะนำแบบทั่วไปก็ดูจะธรรมดาเกิน คราวนี้ขอแนะนำการแต่งตัวให้เข้ากับโอกาส และอากาศ!!! โปรแกรมชื่อเก๋ Feather Report ไม่ได้มารายงานสภาพขนนก แต่เป็นการเล่นคำ 2 คำ ซึ่งคือ Fashion กับ Weather กลายเป็น Feather ซึ่งจะแสดงสภาพอากาศ ณ เวลานั้น แล้วแนะนำการแต่งตัวให้เหมาะสม คุณสามารถดูสภาพอากาศล่วงหน้า พร้อมบอกกิจกรรมที่จะทำเช่น ออกไปงานปาร์ตี้ ออกเดท โปรแกรมก็จะแสดงชุดที่เข้ากันให้แพลนกันได้ล่วงหน้า &#160; สำหรับประเทศที่สภาพอากาศแปรปรวนอย่างยุโรป หรืออเมริกาน่าจะเหมาะนะคะ แต่กับเมืองไทยที่มี 2 ฤดู คือร้อน กับร้อนมาก สงสัยอยู่ว่าโปรแกรมจะแนะนำยังไง ใครอยากลองเล่นก็สามารถไปโหลดมาใช้ได้เลยถ้ามี iPhone จ๊ะ ขอบคุณ LISAGURU ขอขอบคุณข้อมูลจาก teenee.com]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แนะนำแบบทั่วไปก็ดูจะธรรมดาเกิน คราวนี้ขอแนะนำการแต่งตัวให้เข้ากับโอกาส และอากาศ!!!</strong></p>
<p><span id="more-3932"></span></p>
<table width="100%" border="0" cellspacing="0" cellpadding="3" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table width="95%" border="0" cellspacing="2" cellpadding="2">
<tbody>
<tr>
<td valign="top">
<table border="0" cellspacing="2" cellpadding="2" align="center" bgcolor="#F5F5F5">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/1259391.jpg" alt="" align="middle" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="center"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-size: small;"><strong>แนะนำแบบทั่วไปก็ดูจะธรรมดาเกิน คราวนี้ขอแนะนำการแต่งตัวให้เข้ากับโอกาส และอากาศ!!!<br />
</strong><br />
</span></p>
<p><span style="font-size: small;">โปรแกรมชื่อเก๋<span style="color: #ff00ff;"><strong> Feather Report</strong></span> ไม่ได้มารายงานสภาพขนนก แต่เป็นการเล่นคำ 2 คำ ซึ่งคือ Fashion กับ Weather กลายเป็น Feather ซึ่งจะแสดงสภาพอากาศ ณ เวลานั้น แล้ว<span style="color: #008000;">แนะนำการแต่งตัวให้เหมาะสม</span> คุณสามารถดูสภาพอากาศล่วงหน้า พร้อมบอกกิจกรรมที่จะทำเช่น ออกไปงานปาร์ตี้ ออกเดท โปรแกรมก็จะแสดงชุดที่เข้ากันให้แพลนกันได้ล่วงหน้า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;">สำหรับประเทศที่สภาพอากาศแปรปรวนอย่างยุโรป หรืออเมริกาน่าจะเหมาะนะคะ แต่กับเมืองไทยที่มี 2 ฤดู คือร้อน กับร้อนมาก <span style="color: #0000ff;"><strong>สงสัยอยู่ว่าโปรแกรมจะแนะนำยังไง ใครอยากลองเล่นก็สามารถไปโหลดมาใช้ได้เลยถ้ามี iPhone จ๊ะ</strong></span></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table width="95%" border="0" cellspacing="2" cellpadding="2">
<tbody>
<tr>
<td valign="top">
<table border="0" cellspacing="2" cellpadding="2" align="center" bgcolor="#F5F5F5">
<tbody>
<tr>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td align="center"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table width="95%" border="0" cellspacing="2" cellpadding="2">
<tbody>
<tr>
<td valign="top">
<div align="center"><span style="font-size: small;"><strong>ขอบคุณ</strong> LISAGURU</span></div>
<div align="center"><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/spacer18.gif" alt="สนุก! Webboard 2010" /><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/spacer18.gif" alt="สนุก! Webboard 2010" /><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/spacer18.gif" alt="สนุก! Webboard 2010" /><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/clear10.gif" alt="" /><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/clear10.gif" alt="" />ขอขอบคุณข้อมูลจาก teenee.com</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=3932</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จีบเด็กยังไง ไม่ให้รู้สึกเป็นพี่?</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=3920</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=3920#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 15:21:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป/สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[จีบเด็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=3920</guid>
		<description><![CDATA[คงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก กับเรื่องรักต่างวัย จะจีบเด็ก มีแฟนเป็นเด็ก ก็อยู่ที่เราวางตัวนั่นแหละ &#160;       &#160; &#160; &#160; แต่งตัวให้ดูดี          แน่นอนว่าผู้ชายมากกว่า 90% ยังไงก็มองผู้หญิงที่รูปลักษณ์ภายนอกก่อนเป็นอันดับแรก เพราะว่ายังไงหน้าตาก็เป็นสิ่งที่เราสังเกต เห็นได้เป็นสิ่งแรก พอเห็นว่าหน้าตาน่ารักจึงเกิดความรู้สึกอยากรู้จัก มีผู้ชายน้อยคนมากๆที่จะมองผู้หญิงที่นิสัยก่อนหน้าตา ดังนั้นสาวๆอย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนมากเกินไปซะล่ะ คุณไม่จำเป็นต้องสวยตะลึงอย่างดารา อะไรแบบนั้น คุณสามารถดูสวยใน แบบของคุณเองโดยการกินอาหารดีๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย หมั่นรักษาผิวพรรณ เพื่อให้ผิวหน้าผิวกายสดใส ทำให้ดู อ่อนกว่าวัยได้ รวมไปถึงการแต่งหน้าและแต่งตัว แต่งหน้าก็ไม่ควรให้เข้มมาก และเสื้อผ้าควรที่จะเหมาะกับสัดส่วนของเรา ที่เราใส่ แล้วดูดี ไม่แก่เกินไป หรือเป็นทางการเกินไป อย่าลืมว่าเราอยากมีแฟนเด็กนะ ไม่ได้อยากมีแฟนเสี่ย สิ่งสุดท้ายคือ ความมั่นใจใน ตัวเอง จะช่วยให้คุณดูเปล่งประกายและเป็นที่สังเกตได้ ผู้หญิงมั่นใจยังไงก็สวย&#8230;       ทำตัวให้ร่าเริงแจ่มใส ผู้ชายที่เราไปสัมภาษณ์มากกว่าครึ่ง มักจะชอบผู้หญิงที่ร่าเริง ยิ้มแย้ม แจ่มใส หัวเราะเก่งๆ แต่ไม่ใช่มากเกินจนเหมือนเสียสติ นอก เหนือที่ผู้ชายจะชอบเข้าหาผู้หญิง น่ารักๆ [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #808000; font-size: small;"><strong><span style="color: #800080;">คงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก กับเรื่องรักต่างวัย จะจีบเด็ก มีแฟนเป็นเด็ก ก็อยู่ที่เราวางตัวนั่นแหละ</span></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #0000ff;"><span style="font-size: small;"><span id="more-3920"></span>     <a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=3922" rel="attachment wp-att-3922"><img class="alignnone size-medium wp-image-3922" title="" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/125925-300x168.jpg" alt="" width="300" height="168" /></a></span></span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;"><span style="font-size: small;">แต่งตัวให้ดูดี</span></span></strong></p>
<p><span style="font-size: small;">         แน่นอนว่าผู้ชายมากกว่า 90% ยังไงก็มองผู้หญิงที่รูปลักษณ์ภายนอกก่อนเป็นอันดับแรก เพราะว่ายังไงหน้าตาก็เป็นสิ่งที่เราสังเกต เห็นได้เป็นสิ่งแรก พอเห็นว่าหน้าตาน่ารักจึงเกิดความรู้สึกอยากรู้จัก มีผู้ชายน้อยคนมากๆที่จะมองผู้หญิงที่นิสัยก่อนหน้าตา</span></p>
<p>ดังนั้นสาวๆอย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนมากเกินไปซะล่ะ คุณไม่จำเป็นต้องสวยตะลึงอย่างดารา อะไรแบบนั้น คุณสามารถดูสวยใน แบบของคุณเองโดยการกินอาหารดีๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย หมั่นรักษาผิวพรรณ เพื่อให้ผิวหน้าผิวกายสดใส ทำให้ดู อ่อนกว่าวัยได้ รวมไปถึงการแต่งหน้าและแต่งตัว แต่งหน้าก็ไม่ควรให้เข้มมาก และเสื้อผ้าควรที่จะเหมาะกับสัดส่วนของเรา ที่เราใส่ แล้วดูดี ไม่แก่เกินไป หรือเป็นทางการเกินไป อย่าลืมว่าเราอยากมีแฟนเด็กนะ ไม่ได้อยากมีแฟนเสี่ย สิ่งสุดท้ายคือ ความมั่นใจใน ตัวเอง จะช่วยให้คุณดูเปล่งประกายและเป็นที่สังเกตได้ ผู้หญิงมั่นใจยังไงก็สวย&#8230;</p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #0000ff;">      ทำตัวให้ร่าเริงแจ่มใส</span></strong></span></p>
<p>ผู้ชายที่เราไปสัมภาษณ์มากกว่าครึ่ง มักจะชอบผู้หญิงที่ร่าเริง ยิ้มแย้ม แจ่มใส หัวเราะเก่งๆ แต่ไม่ใช่มากเกินจนเหมือนเสียสติ นอก เหนือที่ผู้ชายจะชอบเข้าหาผู้หญิง น่ารักๆ แล้วผู้ชายก็ชอบที่จะ หยอกล้อกับผู้หญิงที่ร่าเริงแจ่มใส ผู้หญิงติ๊งต๊อง ทำตัวโก๊ะๆ หน่อย โดยเฉพาะกับผู้ชายที่ยังหนุ่มๆ อยู่เพราะเขาชอบมองว่าผู้หญิงแบบนี้เป็นผู้หญิงที่มีสเน่ห์ และสามารถเข้าถึงได้ง่าย ยิ่งถ้าได้พูดคุย แล้วสนุก อายุมากกว่าก็ไม่ใช่ประเด็นที่นึกถึงอีกเลย ดังนั้น สาวๆที่อยากคบเด็กๆ ละก็ลองเปิดใจให้มากขึ้นออกไปสนุกกับเพื่อนๆ ดูบ้าง แทนที่จะอุดอู้อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ถ้าเกิดมีหนุ่มๆ มาแซวคุณก็หันไปรับส่งมุขกับเขาสักหน่อยก็ได้ แทนที่จะทำหน้าบึ้ง ตึงใส่อย่างที่เคยทำ</p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #0000ff;">      อย่าวางตัวเป็นพี่</span></strong></span></p>
<p>สิ่งสำคัญคือคุณต้องไม่วางตัวกับเขาเป็นพี่มากเกินไป หมายความว่าไม่ควรไปเรียกร้องความเคารพ หรือแสดงกิริยาที่เป็นการตำหนิ ติเตียน บงการ ควบคุมเขามากเกินไป คุณควรเข้าหาผู้ชายในลักษณะเดียวกับที่คุณเข้าหาเพื่อนรุ่นเดียวกับคุณนั่น แหละถึงแม้ผู้ชาย คนนั้นจะอายุน้อยกว่าก็ตาม ถ้าคุณเข้าหาผู้ชายคนนั้นแบบที่คุณเป็นพี่แล้วเขาเป็นน้องชายตัวแสบ เพื่อที่คุณจะได้เจ้ากี้เจ้าการ ทำ ตัวซีเรียสกับทุกเรื่อง รวมทั้งจู้จี้จุกจิกกับสิ่งต่างๆ ที่เขาทำมากไปเพราะนั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่าความคิดคุณโตกว่า และขัดแย้งกับนิสัย เด็กๆของเขา และเขาจะเข้าใจว่าคุณกำลังมาบงการชีวิตซึ่งคงไม่ดีแน่ และผลลัพธ์คือ เด็กหนุ่มที่คุณมองไว้จะมองคุณไม่มากเกิน ไปกว่าคำว่า &#8220;พี่สาว&#8221; นั่นเอง</p>
<p>ดังนั้น การใช้วิธีการเข้าหาทีละน้อยๆ เข้าไปแบบสบายๆ เหมือนเพื่อนกันทำให้เขาไว้ใจเราในระดับนึงก่อนที่เราจะดำเนินการบุกต่อ ค่อยๆ สังเกตความคิดความต้องการของเขาดูว่า เขาเริ่มจะจริงจังกับความสัมพันธ์อย่างไร แค่ไหน เขาเริ่มเปิดใจพูดคุยเรื่องส่วนตัว มากขึ้นหรือไม่ แบบนี้เขาจะสบายใจที่จะผูกสัมพันธ์กับคุณมากขึ้น อีกอย่างหนึ่งคือเวลาพูดคุยกับเขา ใช้สรรพนามแทนตัวเองและ เขาว่า &#8220;ฉัน&#8221; &#8220;แก&#8221; แบบนี้ก็ได้แทนที่จะใช้คำว่า &#8220;พี่&#8221; ซึ่งจะทำให้เกิดระยะห่างแบบพี่น้องมากขึ้น</p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #0000ff;">      เป็นช้างเท้าหลัง<br />
</span></strong><br />
ด้วยลักษณะของเพศชายที่ชอบปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า ชอบที่จะเป็นผู้นำ และบางครั้งอาจจะดูเห็นแกตัวสักหน่อยก็คือจะไม่ชอบ ผู้หญิงที่เข้มแข็งกว่า ตัวเอง หรือเก่งกว่าตัวเอง ไม่ว่าจะทางกายหรือหน้าที่การงานก็ตาม ดังนั้นถ้าคุณแสดงออกว่าคุณสู้ผู้ชายได้ และไม่ต้องการเขา ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะรู้สึกแขยงและเขาก็จะไม่อยากดูแลให้ความรักคุณอย่างคน รักได้ แต่มันก็มีวิธีง่ายๆก็คือ ถึงแม้ว่าคุณจะรู้มาก รู้เยอะ แต่บางครั้งก็สงบคำพูดไว้บ้างก็ได้ แกล้งทำเป็นไม่รู้เสียบ้าง แทนที่จะทำเป็นรู้ไปหมดซะทุกอย่าง ลอง ให้ผู้ชายเป็นฝ่ายนำบ้าง ส่วนคุณก็อ้อนเขาบ้างก็ได้ ถึงจริงๆ คุณจะอายุเยอะกว่าเขา แต่เขาก็สามารถมองคุณเป็นคนรักของเขาได้ ถ้าเขารู้สึกได้ว่าคุณต้องการเขา ต้องการการปกป้องดูแล ต้องการคนช่วยตัดสินใจ และต้องการความอบอุ่นจากเขา</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #0000ff;">      ตีสนิทเพื่อนเขา</span></strong></span></p>
<p>เพื่อนถือว่าเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้ชายหลายๆคนเลยทีเดียว ดังนั้นความคิดเห็นจากเพื่อนชายก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับ หนุ่มๆ เหมือนกันเวลาที่เขาจะตัดสินใจทำอะไรหรือเลือกคบกับใคร จะเห็นได้ว่าหลายๆคู่ที่แฟนกับกลุ่มเพื่อนชายไม่ถูกกัน คู่ๆนั้นมัก จะเดินจูงมือกันต่อไปได้ไม่ไกลนัก ดังนั้นลองเข้าทางเพื่อนเขาก็ ได้ ดูว่าพวกเขาสนุกสนานเฮฮาอะไรกัน พยายามเข้าไปมีส่วนร่วม เล็กน้อยให้ดูแบบไม่น่าเกลียดหรือดูเหมือนสอดรู้สอด เห็นมากเกินไป เปิดใจยอมรับว่ากลุ่มเพื่อนชายของหนุ่มที่คุณสนใจเป็นอย่าง ไร เพื่อที่เพื่อนของเขาจะได้ยอมรับในตัวคุณเช่นกัน แบบนี้อาจจะช่วยให้คุณเข้าใกล้เขาโดยที่มีเพื่อนชายของเขาคอยเป่าหูให้ด้วย แต่อย่าสนิทกับเพื่อนชายของเขาคนใดคนหนึ่งมากเกินไปล่ะ เพราะอาจจะเกิดการเข้าใจผิดได้</p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #0000ff;">      เป็นตัวของตัวเอง<br />
</span></strong><br />
ถึงแม้ว่าข้อก่อนจะบอกให้คุณแต่งตัวเด็กๆ ทำตัวติ๊งต๊องอะไรก็ตามที แต่พื้นฐานของความเป็นตัวเองด้วย คุณควรสำรวจตัวเองด้วยว่า เป็นคนมีพื้นฐานนิสัยแบบไหน ชอบอะไร ไม่ชอบอะไรแล้วนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเองมากที่สุด ปรับปรุงเล็กน้อยน่าจะดีกว่า เปลี่ยนตัวเองไปเลย แล้วต้องฝืนตัวเองไม่ควรฝืนทำเพราะอยากมีแฟนเด็กจนตัวสั่น ทำแอ๊บแบ๊ว เฟคใส่เขา เพราะยังไงเขาก็จะรู้ แล้วก็เล่นกับคุณได้สักพัก จากนั้นเขาก็จะเบื่อ แล้วตัวคุณเองก็คงอึดอัดใจด้วยเช่นกัน ดังนั้น อย่าลืมความเป็นตัวของตัวเอง ดีที่สุด แล้ว</span></p>
<p><span style="color: #ff0000; font-size: small;"><strong> ข้อดีและข้อเสียของการมีแฟนเด็ก</strong></span>          <span><span style="font-size: small;"><br />
</span><br />
</span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #993300;">           ข้อดี<br />
</span></strong>            1. ทำคุณรู้สึกตัวเองเด็กลงไปด้วย<br />
2. ทำให้ชีวิตมีสีสัน สนุกสนานมากขึ้น<br />
3. ทำให้คุณเครียดน้อยลง และมองเห็นความหวังใหม่ๆในชีวิตเสมอ<br />
4. ลืมเรื่องหมดสมรรถภาพกับเรื่องบนเตียงไปได้ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มอายุ 18-26 คึกสุดๆ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #993300;">          ข้อเสีย<br />
</span></strong>            1. อาจได้ความสัมพันธ์ที่ไม่จริงจัง<br />
2. มุมมองการใช้ชีวิตแตกต่างกัน<br />
3. คุณอาจเหนื่อยกับการติดเกม ติดการ์ตูน และไม่สามารถให้คำปรึกษาชนิดเข้มข้นได้<br />
4. ต้องรับมือกับเสียงแซว เสียงปฏิเสธ จากคนรอบข้างเมื่อรู้ว่าคุณคบเด็ก<br />
5. ต้องอดทนรอเขาโตถ้าหากคุณต้องการลงหลักปักฐานจริงจัง<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>ขอบคุณ :</strong> COSMOPOLITAN </span></p>
<p><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/spacer12.gif" alt="สนุก! Webboard 2010" /><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/spacer12.gif" alt="สนุก! Webboard 2010" /><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/spacer12.gif" alt="สนุก! Webboard 2010" /><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/clear6.gif" alt="" /><img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/clear6.gif" alt="" />ขอขอบคุณข้อมูลจาก teenee.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=3920</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เผยคนรุ่นใหม่ “เสพติด” สมาร์ตโฟน</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=3888</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=3888#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 15:00:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป/สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[คนรุ่นใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[สมาร์ตโฟน]]></category>
		<category><![CDATA[เสพติด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=3888</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าคุณเป็นผู้ใช้สมาร์ตโฟน ไม่ว่าจะเป็นไอโฟน บีบี หรือมือถือแอนดรอยด์ ลองสำรวจตัวเองดูมั้ยว่าวันนี้คุณเข้าข่าย “เสพติด” รึยัง &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; โดยรายงานจาก OFcom เปิดเผยว่า ผู้ใหญ่ 1 ใน 3 และวัยรุ่นส่วนใหญ่ ถือว่าตนเสพติดสมาร์ตโฟนอย่างมาก คนกลุ่มนี้มักจะเปิดมือถือทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง (รวมถึงเวลาที่เข้าโรงภาพยนตร์และแม้แต่เวลาเข้าห้องน้ำ) จะใช้โทรศัพท์พูดคุยหรือส่งเมสเซจถี่กว่าคนใช้มือถือธรรมดา แต่จะอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ สมาร์ตโฟนที่คนนิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ iPhone แต่ถ้าเจาะเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น BlackBerry คือตัวเลือกที่เด็กๆ นิยมมากที่สุด ขอบคุณ LISAGURU &#160; ขอขอบคุณข้อมูลจาก teenee.com &#160;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<table width="100%" border="0" cellspacing="0" cellpadding="3" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table width="95%" border="0" cellspacing="2" cellpadding="2">
<tbody>
<tr>
<td valign="top"><span style="font-size: small;"><strong>ถ้าคุณเป็นผู้ใช้สมาร์ตโฟน ไม่ว่าจะเป็นไอโฟน บีบี หรือมือถือแอนดรอยด์ ลองสำรวจตัวเองดูมั้ยว่าวันนี้คุณเข้าข่าย “เสพติด” รึยัง<br />
</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;"><span id="more-3888"></span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: small;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=3889" rel="attachment wp-att-3889"><img class="alignnone size-medium wp-image-3889" title="" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/125944-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: small;"><br />
</span><span style="font-size: small;">โดยรายงานจาก <strong><span style="color: #ff00ff;">OFcom</span></strong> เปิดเผยว่า ผู้ใหญ่ 1 ใน 3 และวัยรุ่นส่วนใหญ่ ถือว่าตนเสพติดสมาร์ตโฟนอย่างมาก <span style="color: #0000ff;">คนกลุ่มนี้มักจะเปิดมือถือทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง</span> (รวมถึงเวลาที่เข้าโรงภาพยนตร์และแม้แต่เวลาเข้าห้องน้ำ) จะใช้โทรศัพท์พูดคุยหรือส่งเมสเซจถี่กว่าคนใช้มือถือธรรมดา แต่จะอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ สมาร์ตโฟนที่คนนิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ<span style="color: #008000;"><strong> iPhone</strong></span> แต่ถ้าเจาะเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น<span style="color: #ff00ff;"> <strong>BlackBerry</strong></span> คือตัวเลือกที่เด็กๆ นิยมมากที่สุด</span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table width="95%" border="0" cellspacing="2" cellpadding="2">
<tbody>
<tr>
<td valign="top">
<div align="center">
<p><span style="font-size: small;"><strong>ขอบคุณ</strong> LISAGURU</span></p>
<p>&nbsp;</p>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก teenee.com</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=3888</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อังกฤษเจ๋งผลิตสบู่แม่เหล็ก</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=3882</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=3882#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 14:53:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป/สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[สบู่แม่เหล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=3882</guid>
		<description><![CDATA[นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยบริสตัลในอังกฤษ นำโดย ศ.จูเลียน อีสโท ประสบความสำเร็จในการสังเคราะห์สบู่แม่เหล็กที่สามาถขจัดน้ำมันรั่วในทะเลโดยไม่ ทำลายสิ่งแวดล้อม ได้เป็นครั้งแรกของโลก &#160; &#160;        สบู่แม่เหล็กดังกล่าวเกิด จากการนำเอาธาตุเหล็กเข้าไปร่วมทำปฏิกิริยาในกระบวนการสร้างสบู่จนสบู่ที่ ได้มีเหล็กเป็นส่วนประกอบอยู่ในโมเลกุล จากนั้นนักวิจัยทดสอบเอาสบู่แม่เหล็กไปเทใส่ในหลอดทดลองที่มีน้ำกับน้ำมัน ผสมกัน ปรากฏว่าสบู่ละลายจับกับน้ำมันและเมื่อเอาแม่เหล็กไปจี้ สบู่ที่ลอยอยู่ในหลอดทดลองถูกแม่เหล็กดูดขึ้นมาได้ความสำเร็จดัง กล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการแก้ปัญหาน้ำมันที่รั่วลงทะเล โดยเพียงแค่เอาสบู่แม่เหล็กแบบนี้ไปเทให้จับกับคราบน้ำมัน จากนั้นใช้แม่เหล็กดึงน้ำมันออกมากำจัดได้อย่างง่ายดาย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างสารตัวอื่นที่ถูกนักอนุรักษ์ต่อต้านในปัจจุบัน ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด ขอขอบคุณข้อมูลจาก teenee.com]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<table width="100%" border="0" cellspacing="0" cellpadding="3" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table width="95%" border="0" cellspacing="2" cellpadding="2">
<tbody>
<tr>
<td valign="top"><strong><span style="color: #333399; font-size: small;">นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยบริสตัลในอังกฤษ นำโดย ศ.จูเลียน อีสโท ประสบความสำเร็จในการสังเคราะห์สบู่แม่เหล็กที่สามาถขจัดน้ำมันรั่วในทะเลโดยไม่ ทำลายสิ่งแวดล้อม ได้เป็นครั้งแรกของโลก</span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span id="more-3882"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=3883" rel="attachment wp-att-3883"><img class="alignnone size-medium wp-image-3883" title="" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/125983-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>&nbsp;<br />
<span style="font-size: small;">       สบู่แม่เหล็กดังกล่าวเกิด จากการนำเอาธาตุเหล็กเข้าไปร่วมทำปฏิกิริยาในกระบวนการสร้างสบู่จนสบู่ที่ ได้มีเหล็กเป็นส่วนประกอบอยู่ในโมเลกุล จากนั้นนักวิจัยทดสอบเอาสบู่แม่เหล็กไปเทใส่ในหลอดทดลองที่มีน้ำกับน้ำมัน ผสมกัน ปรากฏว่าสบู่ละลายจับกับน้ำมันและเมื่อเอาแม่เหล็กไปจี้ สบู่ที่ลอยอยู่ในหลอดทดลองถูกแม่เหล็กดูดขึ้นมาได้ความสำเร็จดัง กล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการแก้ปัญหาน้ำมันที่รั่วลงทะเล <span style="color: #ff0000;">โดยเพียงแค่เอาสบู่แม่เหล็กแบบนี้ไปเทให้จับกับคราบน้ำมัน จากนั้นใช้แม่เหล็กดึงน้ำมันออกมากำจัดได้อย่างง่ายดาย </span>ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างสารตัวอื่นที่ถูกนักอนุรักษ์ต่อต้านในปัจจุบัน</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td><center><strong>ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: </strong>หนังสือพิมพ์ข่าวสด<br />
<img src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/kaosod1.jpg" alt="" /></center><center></center><center>ขอขอบคุณข้อมูลจาก teenee.com</center></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=3882</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาชีพที่ดีที่สุดในโลก</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=3867</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=3867#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 14:51:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป/สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเล่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=3867</guid>
		<description><![CDATA[&#160;          อีกหนึ่งช่วงเวลาที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิต คือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งมันก็มาพร้อมกับการสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ในช่วงที่ใกล้จะสมัครสอบ ผมก็ยังตัดสินใจไม่ได้ซักทีว่าจะลงคณะไหน เรียนอะไร เย็นวันหนึ่งจึงเดินเข้าไปคุยกับพ่อ &#160; ธรรม : พ่อครับ! ผมจะเลือกเรียนคณะไหนดี ให้มันจบออกมาแล้วมีงานที่ดีทำ พ่อ : สิ่งที่ลูกจะเรียนนะ พ่อเลือกไว้ให้ตั้งแต่แรกแล้ว ธรรม : อะไรเหรอพ่อ พ่อ : สิ่งที่พ่อจะให้ธรรมเรียนก็คือสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่อยู่ในใจธรรมนั่นแหละ ชอบอะไรก็เรียนอันนั้นไปเลยเพราะสิ่งที่ลูกชอบกับสิ่งที่ลูกเรียนมันจะอยู่กับลูกไปตลอดชีวิต ดังนั้นลูกคือคนตัดสินใจ  พ่อว่านะ! จะเรียนอะไรก็ตามแต่ ไม่ต้องไปห่วงหรอกว่าจบมาแล้วจะมีงานแบบไหนให้เราทำ เพราะว่ามัน “ไม่มีงานใดหรอกที่ต่ำ ถ้าเราทำด้วยใจที่สูง” ธรรม : ครับพ่อ! แต่แม่หรือญาติ ๆ ก็อยากให้ผมเรียนหมอกันทั้งนั้น ก็มันมีทั้งเงิน มีทั้งเกียรติ สังคมไทยก็ยอมรับว่าเป็นอาชีพอันดับหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ได้อยากเป็นเท่าไหร่หรอก เอาไงดีพ่อ! พ่อ : งั้นพ่อขอถามอะไรเราซักข้อนะ ธรรมคิดว่าอะไรที่มันสำคัญที่สุดในโลกนี้ อากาศ, น้ำ, ดิน, มนุษย์, สัตว์ หรือธรรมคิดว่าอะไร ธรรม [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: small;"><span style="line-height: normal;"><br />
</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><span style="color: #008000;">         อีกหนึ่งช่วงเวลาที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิต</span></strong> <span style="color: #000080;">คือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งมันก็มาพร้อมกับการสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ในช่วงที่ใกล้จะสมัครสอบ ผมก็ยังตัดสินใจไม่ได้ซักทีว่าจะลงคณะไหน เรียนอะไร เย็นวันหนึ่งจึงเดินเข้าไปคุยกับพ่อ</span></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><span style="color: #000080;"><span id="more-3867"></span></span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #000080;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=3873" rel="attachment wp-att-3873"><img class="alignnone size-full wp-image-3873" title="" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/02/125985.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a><br />
</span><br />
</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #000000;">ธรรม : พ่อครับ! ผมจะเลือกเรียนคณะไหนดี ให้มันจบออกมาแล้วมีงานที่ดีทำ</span></p>
<p>พ่อ : สิ่งที่ลูกจะเรียนนะ พ่อเลือกไว้ให้ตั้งแต่แรกแล้ว</p>
<p>ธรรม : อะไรเหรอพ่อ</p>
<p>พ่อ : สิ่งที่พ่อจะให้ธรรมเรียนก็คือสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่อยู่ในใจธรรมนั่นแหละ ชอบอะไรก็เรียนอันนั้นไปเลยเพราะสิ่งที่ลูกชอบกับสิ่งที่ลูกเรียนมันจะอยู่กับลูกไปตลอดชีวิต ดังนั้นลูกคือคนตัดสินใจ  พ่อว่านะ! จะเรียนอะไรก็ตามแต่ ไม่ต้องไปห่วงหรอกว่าจบมาแล้วจะมีงานแบบไหนให้เราทำ เพราะว่ามัน “ไม่มีงานใดหรอกที่ต่ำ ถ้าเราทำด้วยใจที่สูง”</p>
<p>ธรรม : ครับพ่อ! แต่แม่หรือญาติ ๆ ก็อยากให้ผมเรียนหมอกันทั้งนั้น ก็มันมีทั้งเงิน มีทั้งเกียรติ สังคมไทยก็ยอมรับว่าเป็นอาชีพอันดับหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ได้อยากเป็นเท่าไหร่หรอก เอาไงดีพ่อ!</p>
<p>พ่อ : งั้นพ่อขอถามอะไรเราซักข้อนะ ธรรมคิดว่าอะไรที่มันสำคัญที่สุดในโลกนี้ อากาศ, น้ำ, ดิน, มนุษย์, สัตว์ หรือธรรมคิดว่าอะไร</p>
<p>ธรรม : เอ่อ! อืม! ไม่รู้ซิพ่อ</p>
<p>พ่อ : น้ำหยดเล็ก ๆ มันทำให้เกิดผืนป่า  ป่าย่อย ๆ มันช่วยฟอกอากาศให้สดชื่น  อากาศเพียงน้อยนิดทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต  ชีวิตมนุษย์พักพิงอยู่บนผืนแผ่นดิน หรือแม้แต่จุลินทรีย์ที่ดูไร้ค่ามันยังช่วยย่อยสลายสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดสมดุล  พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกันหรอกนะว่าสิ่งไหนมันสำคัญที่สุดในโลกนี้ แต่ว่าถ้าขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป โลกใบนี้มันก็จะไม่เป็นโลกอีกต่อไป แล้วมันจะมีอาชีพไหนไหมละลูกที่ดีที่สุดหรือสำคัญที่สุด มันอยู่ที่ตัวเราจะมองจะตัดสินใจต่างหาก  อย่าตัดสินใจอะไรเพียงเพราะบรรทัดฐานของสังคมจนเกินไป</p>
<p>ธรรม : เข้าใจแล้วครับพ่อ</p>
<p>พ่อ : สิ่งที่ลูกต้องเรียนก็เรียนตามหัวใจตัวเองนั่นแหละ ไม่ต้องห่วงหรอกว่าจบออกมาแล้วจะมาทำอะไร เพราะไม่ว่าจะทำอะไรขอแค่ทำให้มันสุด ๆ เพราะมันจะเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เวลาที่เราบอกใครไปว่า “เราเก่งในสิ่งที่เราเป็น” แม้ว่าหน้าที่นั้นมันจะเป็นเรื่องที่เล็กน้อยต้อยต่ำเพียงใดก็ตาม  และมีอีกสิ่งหนึ่งที่พ่ออยากจะบอกลูกมากคือ อย่าไปดูถูกใครหรือดูถูกอาชีพใด ๆ เพียงเพราะเราคิดว่าเขา “โง่” หรือต้อยต่ำ ในโลกนี้ไม่เคยมีคนโง่ ทุกคนล้วนแต่เป็นคน “อัจฉริยะ” เพราะถ้าเราไป “ตัดสินปลาโดยใช้ความสามารถในการปีนต้นไม้ ทั้งชีวิตมันก็จะคิดว่ามันโง่”</p>
<p><span style="color: #000000;">ธรรม : ขอบคุณครับพ่อ<br />
</span><br />
<span style="color: #333333;">          วันนั้นหลังจากที่ผมคุยกับพ่อเสร็จ ผมก็ตัดสินใจได้ว่าสิ่งที่ผมต้องการจะเรียนในมหาวิทยาลัยคือสิ่งใด และมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้มันก็คือ </span><span style="color: #800080;"><strong>“ใจเราเป็นเช่นไร โลกเราก็จะเป็นเช่นนั้น ถ้าใจเราแคบโลกของเรามันก็แคบ ถ้าใจเรากว้างโลกของเรามันก็กว้าง และถ้าใจเราสว่างต่อให้โลกมืดซักแค่ไหนก็จะยังคงเห็นทางไปเสมอ”  อย่าไปดูถูกใคร อย่าไปดูถูกอาชีพใด เพราะถ้าขาดใครไป โลกนี้มันก็คงไม่น่าอยู่อีกต่อไป </strong></span></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ในโลกนี้ไม่เคยมีคนที่ &#8220;ไร้ค่า&#8221;</span></p>
<p>มีเพียงแค่คนที่ &#8220;เห็น&#8221; หรือ &#8220;ไม่เห็น&#8221; คุณค่าในตนเอง</p>
<p><span style="color: #993300;">&#8220;ดินหนึ่งก้อนอาจมีค่ามากกว่าทองหนึ่งก้อน เพราะอย่างน้อยต้นไม้ก็ไม่สามารถงอกเงยได้บนก้อนทอง&#8221;</span></p>
<p>ที่มา :  หนังสือ &#8220;คิดต่าง สร้างใหม่&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก teenee.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=3867</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณต้องการอะไรในชีวิต</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1459</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1459#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 01:15:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป/สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[จุดมุ่งหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ต้องการ]]></category>
		<category><![CDATA[อะไรในชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1459</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 ในความวุ่นวายของชีวิตเมืองทุกวันนี้ &#8220;เรา&#8221; คนส่วนใหญ่ได้ใช้เวลา 1 วัน เท่าๆ กันไปกับอะไร เป็นคำถามที่น้อยคนหรือน้อยครั้งที่คนจะหยุึดคิด ทำงาน กินข้าวเที่ยง ทำงาน กินข้าวเย็น ทำงานบ้าน เข้านอน ฝัน จนกระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกดังอีกครั้งหนึ่ง วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า (คนหลายคน &#8220;ตาย&#8221; โดยไม่ทันรู้ตัว ไม่ทันเตรียมตัว ขณะกำลังวิ่งอยู่ในวงล้อของนาฬิกาปลุก คนอีกหลายคน &#8220;เสมือนตาย&#8221; เพราะไม่เคยไปถึงบ่อแห่งปัญญาได้ว่า &#8220;จริงๆ แล้วชีวิตเราต้องการสิ่งใดแน่) &#160; &#160; ทางทฤษฎีแล้ว การกระทำทุกๆ อย่าง เกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่า &#8220;แรงจูงใจ&#8221; (Motivation) ในทฤษฎีต่างๆ ที่อธิบายเกี่ยวกับความต้องการ (Needs) นั้น พบว่าทฤษฎีที่โดดเด่นและสามารถประยุกต์ใช้ในวงการต่างๆ ได้ คือ ทฤษฎีของ Abraham Maslow (1908-1970) &#160; Maslow ได้แบ่ง Needs [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1</p>
<p>ในความวุ่นวายของชีวิตเมืองทุกวันนี้ &#8220;เรา&#8221; คนส่วนใหญ่ได้ใช้เวลา 1 วัน เท่าๆ กันไปกับอะไร เป็นคำถามที่น้อยคนหรือน้อยครั้งที่คนจะหยุึดคิด</p>
<p>ทำงาน กินข้าวเที่ยง ทำงาน กินข้าวเย็น ทำงานบ้าน เข้านอน ฝัน จนกระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกดังอีกครั้งหนึ่ง วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า (คนหลายคน &#8220;ตาย&#8221; โดยไม่ทันรู้ตัว ไม่ทันเตรียมตัว ขณะกำลังวิ่งอยู่ในวงล้อของนาฬิกาปลุก คนอีกหลายคน &#8220;เสมือนตาย&#8221; เพราะไม่เคยไปถึงบ่อแห่งปัญญาได้ว่า &#8220;จริงๆ แล้วชีวิตเราต้องการสิ่งใดแน่)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span id="more-1459"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=2007" rel="attachment wp-att-2007"><img class="alignnone size-medium wp-image-2007" title="main_health" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/main_health-300x169.jpg" alt="" width="300" height="169" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทางทฤษฎีแล้ว การกระทำทุกๆ อย่าง เกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่า &#8220;แรงจูงใจ&#8221; (Motivation) ในทฤษฎีต่างๆ ที่อธิบายเกี่ยวกับความต้องการ (Needs) นั้น พบว่าทฤษฎีที่โดดเด่นและสามารถประยุกต์ใช้ในวงการต่างๆ ได้ คือ ทฤษฎีของ Abraham Maslow (1908-1970)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Maslow ได้แบ่ง Needs ออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่<br />
ระดับที่ 1 ความต้องการทางกายภาพและชีวภาพ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ความต้องการขั้นพื้นฐานของการมีชีวิตอยู่ เช่น ความต้องการอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย การนอน การมีเพศสัมพันธ์</p>
<p>ระดับที่ 2 ความต้องการความปลอดภัย คือ ความปลอดภัยจากอันตรายและความไม่แน่นอนทั้งหลาย การมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีรปภ. มีสัญญาณกันขโมย มีระบบนิรภัย กฎหมายข้อจำกัดต่างๆ เป็นการตอบสนองต่อความต้องการในระดับนี้</p>
<p>ระดับที่ 3 ความต้องการความรัก และการยอมรับจากผู้อื่น ทั้งจากครอบครัว เพื่อน คนรักหรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง เห็นได้ชัดว่าในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น มักใช้เวลาและพลังงานส่วนใหญ่ในการเติมเต็มความต้องการในระดับนี้ ทั้งจากปรากฏการณ์นี้ โรงแรมถูกจองเต็มในวันวาเลนไทน์ การใช้ของตามแฟชัน ตามเพื่อน ตามดารา หรือแม้กระทั่งเด็กแว๊นกับเด็กสก๊อย ล้วนอยู่ในการตอบสนองความต้องการในระดับนี้ทั้งสิ้น</p>
<p>ระดับที่ 4 ความต้องการที่จะภาคภูมิใจในตนเอง</p>
<ul>
<li>ภาษาชาวบ้้านก็คือ ความรู้สึกที่ว่าตัวเองก็ &#8220;ดี&#8221; อยู่เหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องของนามธรรมและรูปธรรม</li>
<li>นามธรรม เช่่น ความมีชื่อเสียง ความสำเร็จ ชัียชนะ มีเกียรติ</li>
<li>รูปธรรม เช่น รูปร่าง หน้าตา เสื้อผ้าที่สวยงาม มีรถสปอร์ต มีบ้านที่สวยงาม เฟอร์นิเจอร์มีดีไซน์ มีแฟนหน้าตาดี มีกิ๊กที่รู้ใจ</li>
</ul>
<p>ระดับที่ 5 ความต้องการที่จะบรรลุถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง<br />
เป็นเรื่องของการเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง รู้จักตัวเองและยอมรับตัวเองได้อย่างสุดจิตสุดใจ เป็นเรื่องที่ไม่มีผู้อื่นมาเป็นปัจจัยหรือเป็นตัวแปร x ในสมการ ตัวอย่างเช่น</p>
<ul>
<li>ตระหนักรู้ตามความเป็นจริง ไม่หลอกตัวเอง</li>
<li>มองปัญหาเป็นสิ่งที่มีหนทางแก้ไข ไม่ใช่เป็นการตำหนิ-แก้ตัว</li>
<li>มีึความสุข ความพึงพอใจได้แม้จะอยู่คนเดียว</li>
<li>มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง ไม่ใช้สมองร่วมกับคนอื่น</li>
<li>ยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น วัฒนธรรมอื่นได้</li>
</ul>
<p>มีประชากรเพียง 2 เปอร์เซ็นต์บนโลกนี้เท่านั้น ที่พยายามจะบรรลุถึงขั้นที่ 5 นี้ เพราะเป็นสิ่งที่กระทำได้ยากกว่า ต้องใช้ความพยายามมากกว่า เห็นผลช้า และที่เห็นไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน อวดชาวบ้านไม่ได้</p>
<p>การตอบสนองในระดับที่ 5 นั้น ทั้งไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก ผลแห่งความพึงพอใจที่ได้จะคงอยู่ระยะยาว เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคมโดยรวมมาก ไม่เบียดเบียนผู้อื่นเพราะไม่โลภ &#8220;พอใจ&#8221; เป็น และ &#8220;หยุด&#8221; เป็น</p>
<p>Credit:</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ablehealth11.blogspot.com</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1459</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปรับตัวอย่างไรเมื่ออยู่ต่างวัฒนธรรม</title>
		<link>http://info.dungdong.com/?p=1431</link>
		<comments>http://info.dungdong.com/?p=1431#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 00:48:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป/สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[นิสัย]]></category>
		<category><![CDATA[บทความน่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลิกภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[อยู่ต่างวัฒนธรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://info.dungdong.com/?p=1431</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 พื้นที่ต่างๆ บนโลกใบนี้ ถูกแบ่งโดยอาศัยพิกัดซึ่งเป็นเส้นสมมติบนผิวโลก โดยสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมทั้งมนุษย์เป็นผู้อาศัย แต่ในพื้นที่เดียวกันก็ยังมีมนุษย์อีกหลากหลายเชื้อชาติ ที่มีความเป็นอยู่ ค่านิยม ธรรมเนียม ประเพณีและวิธีคิดที่แตกต่างกันออกไป &#160; เมื่อต้องเดินทางไปยังที่ที่มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างไปจากที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อท่องเที่ยว เพื่อศึกษาต่อหรือเพื่อประกอบอาชีพก็ตาม สิ่งที่ต้องเผชิญ คือ สภาพความแตกต่างในด้านต่างๆ ที่เห็นได้ชัด เช่น ภาษา ศาสนา ภูมิอากาศ อาหาร ระบบการทำงานและการศึกษา นอกจากนี้ยังมีในส่วนที่แอบแฝงอยู่ในบริบททางสัคม (Social Contexts) อื่นๆ อีก เช่น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น นักเรียนกับครู ลูกน้องกับหัวหน้า วิธีการคิด ทัศนคติต่อเหตุการณ์ต่างๆ งานอดิเรกยามว่าง การแสดงออกทางด้านอารมณ์ เช่น สีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง การที่ต้องเผชิญกับความแตกต่างเหล่านี้ ย่อมก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึุกบางอย่าง ซึ่งแต่ละบุคคลอาจไม่เหมือนกัน เช่น ความไม่มั่นใจในตัวเอง ความวิตกกังวลในความปลอดภัย ความไว้ใจในผู้อื่น [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1</p>
<p>พื้นที่ต่างๆ บนโลกใบนี้ ถูกแบ่งโดยอาศัยพิกัดซึ่งเป็นเส้นสมมติบนผิวโลก โดยสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมทั้งมนุษย์เป็นผู้อาศัย แต่ในพื้นที่เดียวกันก็ยังมีมนุษย์อีกหลากหลายเชื้อชาติ ที่มีความเป็นอยู่ ค่านิยม ธรรมเนียม ประเพณีและวิธีคิดที่แตกต่างกันออกไป</p>
<p><span id="more-1431"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://info.dungdong.com/?attachment_id=1986" rel="attachment wp-att-1986"><img class="alignnone size-medium wp-image-1986" title="Coffee Break" src="http://info.dungdong.com/wp-content/uploads/2012/01/friends-coffee-laughing-9-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อต้องเดินทางไปยังที่ที่มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างไปจากที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อท่องเที่ยว เพื่อศึกษาต่อหรือเพื่อประกอบอาชีพก็ตาม สิ่งที่ต้องเผชิญ คือ สภาพความแตกต่างในด้านต่างๆ ที่เห็นได้ชัด เช่น ภาษา ศาสนา ภูมิอากาศ อาหาร ระบบการทำงานและการศึกษา</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีในส่วนที่แอบแฝงอยู่ในบริบททางสัคม (Social Contexts) อื่นๆ อีก เช่น</p>
<ul>
<li>ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น นักเรียนกับครู ลูกน้องกับหัวหน้า</li>
<li>วิธีการคิด ทัศนคติต่อเหตุการณ์ต่างๆ</li>
<li>งานอดิเรกยามว่าง</li>
<li>การแสดงออกทางด้านอารมณ์ เช่น สีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง</li>
</ul>
<p>การที่ต้องเผชิญกับความแตกต่างเหล่านี้ ย่อมก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึุกบางอย่าง ซึ่งแต่ละบุคคลอาจไม่เหมือนกัน เช่น ความไม่มั่นใจในตัวเอง ความวิตกกังวลในความปลอดภัย ความไว้ใจในผู้อื่น ความรู้สึกโดดเดี่ยว ความหงุดหงิดง่าย ปัญหาในการกิน นอน ขับถ่าย ความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนเป็นอย่างมาก ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติ แต่เป็นหนึ่งในกระบวนการปรับตัวให้เข้ากับสภาพวัฒนธรรมใหม่</p>
<p>Culture Shock เป็นคำที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ของความวิตกกังวลและความรู้สึกที่บุคคลมีต่อสภาพสังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากเดิมอย่างมาก ในบางครั้้งอาจรู้สึกขยะแขยง (Disgust) ในสภาวะของสังคมใหม่ ซึ่งสามารถจำแนก Culture Shock ออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่</p>
<ol>
<li>Honeymoon Phase เกิดขึ้นขณะเพิ่งจะพบกับความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น สนุกสนาน สนใจสิ่งแวดล้อม</li>
<li>Culture Shock Phase หรือ Negotiation Phase หลังจากช่วง Honeymoon เกิดขึ้น อาจเพียงสอง-สามวัน หลายสัปดาห์หรือหลายเดือนผ่านไป เริ่มมีความรู้สึกอึดอัดกับสังคมใหม่ กังวลในเรื่องความสะอาดมากกว่าปกติ รู้สึกว่าวัฒนธรรมใหม่นั้นไม่ดี ผู้คนไม่มีมารยาท น่ารังเกียจ จังหวะในการดำรงชีวิตเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากเข้าสังคม เก็บตัว มีความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการกิน การนอน บางคนมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ</li>
<li>Adjustment Phase เป็นช่วงที่เริ่มปรับตัวปรับใจให้เข้ากับวัฒนธรรม ไม่มีความรู้สึกอึดอัด ไม่คิดอคติ ยอมรับสิ่งใหม่ในแบบที่เป็นได้ สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสบายใจ ช่วงนี้อาจใช้เวลาไม่กี่วันจนอาจนานถึงหลายเดือน</li>
</ol>
<p>เมื่อสามารถปรัับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ได้เป็นอย่างดีแล้ว และต้องกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอน บางคนอาจมีความรู้สึกแบบ Culture Shock ได้ เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Reverse Culture Shock แต่พบว่าคนที่มีประสบการณ์การเดินทางบ่อยๆ จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมอื่นได้ดีกว่าคนทั่วไป</p>
<p>เรามีคำแนะนำในการปฏิบัติตัว เมื่อต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ดังนี้</p>
<ul>
<li>เตรียมศึกษาล่วงหน้าเกี่ยวกับสถานที่ที่กำลังจะไป วัฒนธรรม อาหาร ภูมิอากาศ ค่านิยม ลักษณะนิสัยของคนท้องถิ่น รวมทั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ</li>
<li>เตรียมสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อมที่จะปรับตัวรับวัฒนธรรมที่แตกต่าง</li>
<li>ยอมรับปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ และสามารถหายได้</li>
<li>สังเกตและเรียนรู้การดำรงชีวิต การแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ จากคนท้องถิ่นและทดลองทำตาม</li>
<li>เปิดใจให้กว้าง ลดอคติ ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินสิ่งต่างๆ</li>
<li>พยายามเข้า่ร่วมกิจกรรมต่างๆ เท่าที่เป็นไปได้</li>
<li>มีอารมณ์ขันอยู่เสมอ แทนที่จะเครียด ขี้บ่น</li>
<li>กินอาหารที่ดี (ไม่จำเป็นต้องแพง) นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</li>
<li>ไม่จำกัดตัวเองโดยการคบเฉพาะเพื่อนที่มาจากที่เดียวกับเรา</li>
<li>ติดต่อกับเพื่อนที่บ้านเกิด ครอบครัวบ้าง เพื่อลดความคิดถึงและความรู้สึกอยากกลับบ้าน</li>
</ul>
<p>สิ่งสำคัญที่สุดที่มีผลให้การปรับตัวเป็นไปอย่างง่ายหรือยาก คือ ทัศนคติที่ว่าคนทุกชาติทุกภาษา ล้วนมีคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่ากัน ไม่มีวัฒนธรรมไหนที่ดีกว่า ถูกต้องกว่า เก่งกว่า และสิ่งที่แตกต่างไปจากตัวเอง ไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งที่ผิด แย่ หรือไม่ดีเสมอไป</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ablehealth11.blogspot.com</p>
<p>Credit pic: healthspablog.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://info.dungdong.com/?feed=rss2&#038;p=1431</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
